ในแต่ละช่วงอายุ เลือกประกันชีวิตอย่างไรดีนะ

ในปัจจุบันบริษัทประกันต่างๆ ออกแบบประกันชีวิตออกมาให้เราเลือกกันมากมาย ซึ่งแต่ละแบบแต่ละบริษัทก็มีข้อเด่นข้อด้อยที่แตกต่างกันออกไป การเลือกประกันชีวิตจึงต้องศึกษาให้ละเอียดก่อนตัดสินใจเลือกและพิจารณาให้เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด วันนี้เราจะพาไปดูอีกเทคนิคการเลือกประกันชีวิตให้เหมาะสมกับแต่ล่ะช่วงวัย ก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

1.วัยเริ่มสร้าง – วัยนี้จะเป็นวัยที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ในช่วง อายุ 20-30ปี รายได้ของคนในกลุ่มนี้ยังไม่มากและไม่มั่นคงเท่าใดนัก กรเลือกประกันของคนในกลุ่มนี้ ควรเป็นประกันที่ช่วยวางแผนการเงินและคุ้มครองในระยะยาว ดอกเบี้ยไม่แพง
ซึ่งประกันชีวิตที่เหมาะสมได้แก่ ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ หรือ ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

2.วัยเริ่มมั่นคง – วัยนี้เป็นวัยที่เริ่มจะมีความมั่นคงของชีวิต ในช่วงอายุ 30-40ปี หน้าที่การทำงานต่างๆค่อนข้างที่จะลงตัว และมีเงินเก็บบ้างแล้ว แต่ก็เริ่มมีภาระเข้ามา อาจจจะเป็นค่าบัตรเครดิต ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรืออาจจะมีครอบครัว ประกันชีวิตที่เหมาะกัคนกลุ่มนี้ ควรจะเน้นความคุ้มครอง สามารถช่วยลดหย่อนภาษีได้
ซึ่งประกันชีวิตที่เหมาะสมก็คือ ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ รวมไปถึงประกันชีวิตแบบควบการลงทุน

3.วัยมั่นคง ใกล้เกษียณ – วัยนี้ ช่วงอายุ 40-65ปี มีความมั่นคงในชีวิต มีบ้าน มีรถ มีครอบครัวแล้ว การเลือกประกันชีวิต จึงต้องรอบคอบ และมองให้กว้างกว่าเดิม ควรจะวางแผน การเงินสำหรับในวัยหลังเกษียณ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินใช้เพียงพอในชีวิตวัยเกษียณแบบสบายๆ ไม่ต้องไปเดือดร้อน หรือพึ่งพาลูกหลาน ควบคู่ไปกับ การสร้างหลักประกันในชีวิต นอกเหนือจากการคุ้มครองเพียงอย่างเดียว
ซึ่งประกันชีวิตที่เหมาะสมกับคนในวัยนี้ก็คือ ประกันชีวิตแบบบํานาญหรือแบบเงินได้ประจํา

จะเห็นได้ว่าการเลือกประกันชีวิตนั้น ในแต่ล่ะช่วงของอายุเรา มักจะมีความจำเป็นและปัจจัยต่างๆที่แตกต่างกันออกไป ทำให้การเลือกประกันชีวิต ในแต่ล่ะช่วงอายุนั้นไม่เหมือนกัน เราควรจึงพิจารณาให้ดีและเหมาะสมกับตัวเราในขณะนั้นมากที่สุด เราขอแนะนำ King Wai Insurance ประกันชีวิตที่ตอบโจทย์ทุกรูปแบบของชีวิต ซื้อง่ายผ่านออนไลน์ได้เลย สะดวกสบาย ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kwilife.com/health

What to Have in Mind When Looking for the Best Hair Transplant Center in Thailand?

Hair transplant procedures have become increasingly popular among women and men globally. This is not surprising since everyone wants to look amazing on Facebook and Instagram. Yet, finding a reliable hair transplant surgeon is not that easy. This is especially true with the rising cases of uncertified hair transplant surgeons. Luckily, you can find the best cosmetic surgeon when you consider some factors. 

As per Thailand Expo 2010, here is your step-by-step guide to finding the best hair transplant center in Thailand

Identify Various Options 

One of the costliest mistakes you can make while looking for the best hair transplant clinic is to pick the first hair transplant surgeon you encounter. For that reason, don’t be in a hurry to select a clinic. Instead, take the time to compile a list of the best hair transplant surgeons in Thailand before anything else. You are more likely to find a reliable cosmetic surgeon when comparing your options. 

Check the Experience and Qualifications

After identifying reliable cosmetic surgeons in Thailand, the next step is to check each surgeon’s experience. Choosing an experienced and qualified surgeon for the procedure is of massive importance as it guarantees your safety. Above all, a professional hair surgeon has the skills to handle complicated surgeons. Narrow down your options by selecting surgeons with extensive track records. 

Consider the Treatment Options 

Now that your list is getting smaller, it’s time to think about the hair treatments. It is advisable to settle for a surgeon who provides a range of hair treatments. This is of huge importance since you won’t have to go to another treatment. Popular hair transplant procedures include Non-Shave Hair Treatment, FUE, AHT Advanced Hair, and more. 

Check the Past Results 

It is always a good idea to check the past results of the hair clinic you are considering before making the final call. The rule of thumb is to pick a center that cares about the final results. You can check the official website and social networks to see past projects. 

Conclusion

After narrowing down your options and looking at past results, you should choose your preferred hair transplant center in Thailand. 

น้ำมันพืชที่ดีสังเกตได้จากตรงไหน

หากจะพูดถึงหนึ่งในเครื่องครัวที่ต้องมีติดไว้เกือบจะทุกบ้านนั่นก็คือ น้ำมันพืช เพราะว่าเมนูอาหารแทบจะทุกจานส่วนใหญ่จะมีน้ำมันพืชประกอบอยู่ด้วยเสมอ และการที่น้ำมันพืชขวดนั้นเป็นของดี มีคุณภาพสูง ก็จะช่วยให้เมนูอาหารจานนั้นของคุณมีรสชาติอร่อยและดูน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเราจะพาทุกคนมาดูกันว่าน้ำมันพืชที่ดีจะสามารถสังเกตได้จากตรงไหน

จุดสังเกตของน้ำมันพืชที่ดี

น้ำมันพืช เป็นหนึ่งในเครื่องปรุงที่ใช้ในการประกอบอาหาร ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะนำมาประกอบอาหารประเภทผัด หรือทอด บ้างก็นำมาเป็นส่วนผสมในการทำขนมหวาน เช่น เค้ก หรือไอศกรีม โดยน้ำมันพืชในปัจจุบันก็มีมากมายหลายประเภทซึ่งแต่ละประเภทก็เหมาะกับการนำมาปรุงอาหารที่ไม่เหมือนกัน แต่ก็มีจุดที่เหมือนกันก็คือเรื่องของคุณภาพของน้ำมันพืช หากจะสังเกตว่าน้ำมันพืชนั้นเป็นของแท้มีคุณภาพนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก สามารถสังเกตได้จากสิ่งเหล่านี้

1.ฉลากการค้า

สิ่งแรกที่เราสามารถสังเกตได้เลยว่าน้ำมันพืชนั้นเป็นของแท้ มีคุณภาพ ได้มาตรฐานหรือเปล่านั่นคือเรื่องของฉลากบนบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เช่น มีเครื่องหมายขององค์การอาหารและยาอย่างถูกต้อง มีการรับรองการผลิตที่ปลอดภัยด้วยเครื่องหมายการันตีต่างๆ มีเลขวันเดือนปีที่ผลิต-หมดอายุที่ชัดเจน เป็นต้น

2.สีของน้ำมันพืช

สีของน้ำมันพืชอาจจะสังเกตได้ลำบากสักเล็กน้อยสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยได้ใช้น้ำมันพืชหลากหลายประเภท แต่หากได้ลองศึกษาหรือลองใช้น้ำมันพืชหลายๆ ประเภทดู ก็จะรู้ได้ว่าสีของน้ำมันพืชขวดไหนมีคุณภาพสูงหรือไม่ค่อยได้คุณภาพ

3.ตะกอนภายในบรรจุภัณฑ์

สิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่ต้องสังเกตเลยคือ เรื่องของตะกอนที่อยู่ภายในบรรจุภัณฑ์ของน้ำมันพืช ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบขวดหรือแบบถุง ก็ต้องมีการสังเกตให้ดี เพราะว่าตะกอนเหล่านี้อาจบ่งบอกได้ถึงน้ำมันพืชที่ถูกเก็บไว้นาน น้ำมันพืชที่โดนความชื้น หรือน้ำมันพืชขวดนั้นผลิตโดยไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งการบริโภคน้ำมันพืชที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเป็นอันตรายบต่อร่างกายได้

Debunking Common Hair Transplant Myths

If you are dealing with thinning, balding, or hair loss due to an injury, a hair transplant procedure will help. A hair transplant procedure will restore your appearance and improve your self-confidence. You will be glad to know that the process is entirely safe when conducted by a certified doctor.

However, patients are still skeptical about hair transplants despite their enormous benefits. If you have concerns about hair transplants in Thailand, you have come to the right place. 

Thailand Expo has all the answers that you need to common hair transplant Thailand half-truths. 

Hair Transplant Only Works in Younger Men

A hair transplant is perfect for any individual, regardless of their age. However, it is best to note that patients with adequate hair density are suitable candidates for hair transplants. Your surgeon will also examine your hair characteristics, including color, density, thickness, and texture.

Further, your hair transplant surgeon will also check your scalp flexibility and the health of your hair on the donor areas. 

Hair Transplant Can Leave You with an Unnatural Appearance

Although most people assume that hair transplant appears unnatural, the truth is that hair transplant is one of the safest hair restoration procedures out there. It will restore your natural appearance without causing further damage. To do this, your surgeon will examine you to pick the best hair transplant procedure. 

Usually, your surgeon might choose Follicular Unit Transplantation or Follicular Unit Extraction based on your individual needs and health conditions. Regardless of the hair transplant procedure, surgeons use advanced equipment and skills during the process. 

Hair Transplant Requires Routine Maintenance

Another misconception you are likely to encounter is that hair transplants require routine care and maintenance. Thankfully, a hair transplant does not need several follow-up visits or regular maintenance due to technological advancements.  

Above all, you don’t need specialized treatment after the procedure. Besides, you can cut and style your hair any way you want after a few weeks. You can even use any shampoo or hair product after the procedure. 

Final Thoughts

Hair transplant Thailand is a safe hair restoration method despite all the negativity and criticism surrounding it. It is safe and suitable for everyone regardless of their age. 

ความแตกต่างระหว่างฟอกสีฟัน กับ วีเนียร์ฟัน

หลายๆ คนคงจะรู้อยู่และว่าหากอยากให้ฟันของเราขาวขึ้นนั้น ก็จะมีตัวเลือกในการทำให้ฟันขาวคือการฟอกสีฟันนั่นเอง แต่ก็จะมีอีกหลายๆ คนที่บอกว่า ทำวีเนียร์ฟันดีกว่า แล้วทีนี้เราควรจะทำเองยังไงดีระหว่างฟอกสีฟัน หรือ ทำวีเนียร์ฟันดีกว่า วันนี้เราจะมาพูดถึงการฟอกฟันขาวและการทำวีเนียร์ฟันว่า เหมาะกับใคร อะไรดีกว่า

ฟอกสีฟัน

การฟอกสีฟัน หรือ การฟอกฟันขาวนั้น เป็นสิ่งที่สามารถทำให้ฟันขาวขึ้นได้จริง โดยการฟอกสีฟันนั้น ทันตแพทย์จะทำการใช้น้ำยาฟอกสีฟัน เคลือบลงไปที่ฟันแล้วกระตุ้นให้น้ำยาทำงานด้วยการยิงลำแสง โดยการทำฟอกสีฟันนี้จะไม่ทำร้ายผิวของฟัน เหมาะกับผู้ที่ต้องการให้ฟันขาวขึ้น และมีเนื้อฟันที่ไม่ได้เหลืองมาก หรือไม่ได้ต้องการให้ฟันขาวขึ้นมาก เนื่องจากการฟอกสีฟันนั้นมีข้อจำกัดว่าจะทำให้ฟันขาวขึ้นได้ประมาณ 3-5 เฉดสี และมีระยะเวลาที่คงอยู่ได้ที่ 6 เดือน – 1 ปี จะต้องมาทำการฟอกสีฟันใหม่ ซึ่งการฟอกสีฟันจะคงอยู่ได้น้อยหรือมากนั้นก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการกินและการรักษาฟันของบุคคลด้วย

วีเนียร์ฟัน

การทำวีเนียร์ฟัน เป็นการทำแผ่นเซรามิกที่มีขนาดบางและเล็กติดลงไปบนฟันโดยตรง เราจึงสามารถที่จะเลือกสีและขนาดได้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีฟันเหลืองและอยากให้ฟันขาวขึ้นมากๆ และยังสามารถใช้แก้ไขปัญหาของผู้ที่มีขนาดฟันไม่เท่ากันได้อีกด้วย ราคาของการทำวีเนียร์ฟันนั้นสูงกว่าการฟอกสีฟันค่อนข้างมาก แต่ก็มีระยะเวลาที่เกาะติดฟันฟันอยู่ที่ 10 – 15 ปี ซึ่งนานกว่าการทำวีเนียร์เกือบ 10 เท่า เลยทีเดียว โดยการทำวีเนียร์ฟันนั้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการให้ฟันขาวขึ้นตามเฉดที่ตนเองต้องการ หรือต้องการแก้ไขเรื่องปัญหาของฟันไม่เท่ากัน นั่นเอง

สรุป

เป็นข้อแตกต่างให้ผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาฟันเหลืองได้ตัดสินใจเบื้องต้นสำหรับการทำฟอกสีฟัน และการทำวีเนียร์ฟัน ทั้งนี้เราแนะนำให้ผู้มีปัญหาฟันเหลืองติดต่อกับทันตแพทย์เพื่อปรึกษาก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง

bts ราคาประหยัดหากเราเลือกใช้บริการบัตรแรบบิทที่ถูกประเภท

หากคุณเคยใช้บริการรถไฟฟ้า คุณอาจมองว่ารถไฟฟ้า bts ราคา แพงก็ได้ ถ้าคุณไม่ค่อยได้ใช้บริการ แต่คุณจะพบว่ามีบัตรแรบบิทอยู่ 4 ประเภทที่ใช้สำหรับโดยสารรถไฟฟ้า หากคุณนั้นเป็นคนที่ใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นประจำอยู่แล้ว คุณจะเข้าใจเรื่องของบัตรแรบบิทอยู่แล้วว่า คืออะไร ใช้ในโอกาสไหน ให้ประโยชน์อะไรบ้าง และ วันนี้เราจะมาพูดถึงบัตรแรบบิทกันว่าคืออะไร มีข้อดีอย่างไรบ้าง

บัตรแรบบิท คืออะไร

บัตรแรบบิทนั้นเป็นระบบชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นระบบตั๋วระหว่างรถไฟฟ้าและระบบขนส่งมวลชนประเภทอื่น และยังรวมไปถึงสินค้าและบริการชั้นนำต่าง ๆ ทำให้ผู้ใช้ได้รับบริการที่คุ้มค่าในบัตรเดียว ไม่ว่า bts ราคา เท่าไร คุณก็สามารถใช้บัตรเพื่อชำระได้เลย แถมยังมี 2 ระบบให้คุณได้เลือกใช้ทั้งแบบเติมเงินใช้ได้ทั้งตั๋วเที่ยวเดียวและตั๋วรายเดือน

บัตรแรบบิทมีแบบไหนบ้าง

• มีบัตรแรบบิทแบบมาตรฐาน และ แบบโฆษณา บัตรแรบบิทมาตรฐานมี 2 แบบ มีผู้ใช้อยู่ 3 กลุ่ม นั่นคือ บัตรของบุคคลทั่วไป บัตรสำหรับนักเรียนนักศึกษา (อายุไม่เกิน 23 ปี) และบัตรของผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) bts ราคา ของบัตรนี้จะอยู่ที่ 200 บาท เป็นแบบบัตรที่ไม่มีมัดจำ กับ บัตรที่จำหน่ายในราคา 200 บาท และ แรบบิทมาตรฐานเพื่อการโฆษณา นี่คือบัตรสำหรับหน่วยงาน ผู้สนับสนุน รวมทั้งพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องการโฆษณา บัตรแรบบิทมาตรฐานสถานีรถไฟฟ้าออกให้ได้

• บัตรแรบบิทพิเศษ มีจำนวนจำกัด บัตรนี้ บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด เป็นผู้ให้บริการ วางจำหน่ายเพื่อเป็นของที่ระลึกหรือของในการสะสมเนื่องในโอกาสพิเศษต่าง ๆ

• บัตรแรบบิทสำหรับองค์กร เป็นรูปแบบเฉพาะ ใช้ในองค์กรต่าง ๆ แต่ละองค์กรออกแบบเอง ใช้งานแบบหมู่คณะ

• บัตรแรบบิทร่วมแบรนด์ สถาบันการเงินหรือองค์กรต่าง ๆ เป็นผู้ออกแบบ และเป็นการนำบริการบัตรแรบบิทผนวกเข้ากับบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือบัตรและอุปกรณ์ชนิดอื่นใด

ไม่ว่า bts ราคา จะแพงเท่าไร ถ้าเลือกใช้บัตรแรบบิทได้ถูกประเภทก็สามารถทำให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้แน่นอน

วิธีเลือกบริษัทประกันอย่างไรให้ห่างไกลความเสี่ยง

จากการระบาดของโควิด19 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเราต่างอยู่ในความไม่แน่นอนขของชีวิตอะไรก็เกิดขึ้นได้ ทำให้เราต้องหันกลับมาดูว่า หากวันหนึ่งเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายขึ้นมา เงินเก็บที่มีอยู่จะเพียงพอกับค่ารักษาที่เกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งทำให้ผู้คนหันมานิยมทำประกันกันมากขึ้น เพราะต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมเพื่อรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราได้เห็นข่าวมากมายจากการยกเลิกกรมธรรม์ หรือบริษัทประกันเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ ทำให้ประชาชนต่างเกิดความไม่สบายใจเกิดความแตกตื่นในหมู่ผู้บริโภคที่ซื้อประกันเกี่ยวกับสภาพคล่องของบริษัทประกันที่ตนเองซื้อกรมธรรม์ไว้นั้น ยังอยู่ดีหรือเปล่า? วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีเลือกบริษัทประกัน เพื่อสร้างความมั่นใจและไม่สร้างความเสี่ยงให้ผู้ใช้บริการในภายหลัง

• บริษัทมีฐานะการเงินที่มั่นคง
อันดับแรก บริษัทประกันภัยจะต้องมีสถานะหรือฐานะทางการเงินที่มั่นคง เพื่อรับประกันการบริหารจัดการที่ดีของบริษัท โดยปกติเราบริษัทประกันภัยทั้งหมดจะต้องเปิดเผยงบแสดงฐานะทางการเงิน แต่การที่เราจะต้องเข้าไปดูรายละเอียดทั้งหมดอาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากจนเกินไป ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ความว่าให้เราสนใจกับสิ่งนี้น้อยลง แต่อยากแนะนำให้พิจารณาเพียงตัวเลขไม่กี่ตัวที่มีความสำคัญกับลูกค้าบริษัทประกันภัย อย่าง อัตราส่วนความพอเพียงของเงินกองทุน อัตราส่วนนี้เสมือนเป็นการบอกเราว่าบริษัทประกันภัยมีความสามารถในการชำระและจัดการหนี้สินเพียงใด ยิ่งตัวเลขมีค่าสูงมาก ยิ่งแสดงถึงความสามารถการบริหารหนี้สินที่ดี บ่งบอกถึงความมั่นคงของบริษัท

• ประวัติการดำเนินงานของบริษัท
การดำเนินงานที่ผ่านมาของบริษัทประกันภัยมีความสำคัญให้นำมาประกอบการตัดสินใจได้ โดยเฉพาะการปฏิบัติต่อลูกค้าประกันภัยของบริษัทการบอกเล่าประสบการณ์จากผู้เอาประกันภัยหรือลูกค้าของบริษัทประกันภัยต่างๆ หรือที่เรียกว่ารีวิวนั่นเอง ก็สามารถนำเข้ามาร่วมพิจารณาได้ เช่น การติดต่อกับบริษัทระยะเวลาการดำเนินเรื่องความคุ้มครอง ประวัติการบอกเลิกกรมธรรม์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อมูลในอดีต ซึ่งอาจจะไม่สามารถบอกได้ว่าในอนาคตบริษัทที่ผู้ทำประกันภัยเลือกจะยังมีความน่าเชื่อถือเช่นเดิมหรือไม่ ฉะนั้นการติดตามข่าวสารของบริษัทประกันภัยที่ตนเองทำประกันภัยไว้ รวมถึงการอ่านรายละเอียดหรือสอบถามข้อมูลกรมธรรม์อย่างถี่ถ้วนนั้นมีความสำคัญมาก เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงได้มากที่สุด หากคุณสนใจที่อยากทำประกันสักฉบับ คิง ไว ประกันชีวิต (KWI) คือหนึ่งในตัวเลือกบริษัทประกันที่มอบความคุ้มครองที่ครอบคลุมให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่องด้วยกรมธรรม์ประกันชีวิตที่หลากหลายมากว่า 60 ปี ให้บริการลูกค้า ผ่านช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลาย และเป็นหนึ่งในบริษัทประกันชีวิตที่ได้รับอนุมัติในการนำเสนอความคุ้มครองผ่านทางช่องทางดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าอีกด้วย

วิธีเก็บรักษาสร้อยทองให้มีสภาพสมบูรณ์และขายได้ราคาดี

ในบรรดาทองรูปพรรณทั้งหมด สร้อยทองถือว่าเป็นประเภทที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจกันมากเป็นพิเศษ เพราะสวมใส่ได้ทุกเพศทุกวัย ซื้อเก็บสะสมเอาไว้ เวลาขายก็ขายได้ง่ายกว่าเครื่องประดับแบบอื่น แต่ถึงจะเป็นสร้อยทองคุณภาพดี ลายสวย และมีน้ำหนักมากแค่ไหน ราคาขายก็จะได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร ถ้าทองเหล่านั้นมีตำหนิหรือเกิดความเสียหาย นักสะสมทองทุกคนจึงควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสร้อยทองอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาเนื้อทองให้มีสภาพดีใกล้เคียงกับตอนที่เราซื้อมามากที่สุด

จัดหาที่เก็บสำหรับสร้อยทองโดยเฉพาะ

อันดับแรกให้แยกเก็บระหว่างทองคำกับวัสดุชนิดอื่นก่อน ไม่ว่าจะเป็นเงิน นาก หิน สแตนเลส หรือแม้แต่เครื่องประดับที่ใช้การถักสานเส้นเชือกหรือเศษผ้า ก็ต้องแยกเก็บไม่ให้ปะปนกัน เพราะความหยาบหรือความคมของวัสดุอื่นอาจขูดขีดให้เนื้อทองเป็นรอยได้ ต่อมาให้แยกสร้อยทองแต่ละเส้นเก็บในถุงผ้าหรือกล่องคนละกล่อง เพื่อไม่ให้สร้อยทองเสียดสีกันเอง กล่องที่เลือกใช้ควรมีความแข็งแรง ปิดฝาได้มิดชิด และมีวัสดุเนื้อสัมผัสนุ่มรองพื้นด้านในไว้ด้วย

ระวังการสัมผัสสร้อยทองกับสารบางชนิดระหว่างสวมใส่

ส่วนมากจะเป็นเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ใช้กับร่างกายของเราเอง เช่น แชมพู สบู่ น้ำหอม โลชั่น เป็นต้น ผลิตภัณฑ์บางตัวจะมีสารที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับสร้อยทองได้ เมื่อสัมผัสแล้วจะทำให้สีของสร้อยทองหม่นหมองหรือซีดจาง ความแวววาวลดน้อยลง ไปจนถึงทำให้ทองส่วนที่บางมากเสียรูปทรงได้ จึงต้องถอดสร้อยทองออกก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทุกครั้ง

ทำความสะอาดสร้อยทองหลังการใช้งานทุกครั้ง         

หลังจากสวมสร้อยทองมาทั้งวัน คราบเหงื่อไคลก็อาจติดอยู่ที่ผิวของเนื้อทองได้ และความเค็มที่สะสมไว้ก็มีผลเสียต่อคุณภาพของทองคำด้วยเช่นกัน จึงควรล้างทำความสะอาดสร้อยทองด้วยน้ำอุ่นผสมน้ำยาล้างจานอ่อนๆ พร้อมกับซับให้แห้งสนิทก่อนเก็บเข้ากล่อง เมื่อผ่านการใช้งานไปนานๆ แล้วเห็นว่าสร้อยทองหมองลง ก็ให้แช่น้ำมะนาวทิ้งไว้ข้ามคืนก่อนทำความสะอาดตามปกติ

หากคุณสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับกับทองสามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ https://ykt.co.th/

ความแตกต่างระหว่างการติดตั้งถังเก็บน้ำบนดินและใต้ดิน

          ถังเก็บน้ำเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งในการวางระบบน้ำภายในบ้านที่สำคัญ แม้ว่าพื้นที่อาศัยจะอยู่ใจกลางเมืองที่มีระบบสาธารณูปโภคค่อนข้างดี และดูเหมือนจะมีโอกาสน้อยมากที่จะเจอกับภาวะฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น น้ำไม่ไหล น้ำมีคุณภาพต่ำเกินกว่าจะใช้งานได้จริง เป็นต้น แต่ความจริงแล้วไม่ว่าบ้านจะอยู่ที่ไหนและเป็นบ้านประเภทไหน ก็ควรจะต้องติดตั้งถังเก็บน้ำเอาไว้ด้วยเสมอ และต้องพิจารณาด้วยว่าจะติดตั้งถังเก็บน้ำเอาไว้บนดินหรือติดตั้งไว้ใต้ดิน

ข้อดีข้อเสียของการติดตั้งถังเก็บน้ำเอาไว้บนดิน

          ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนสำหรับการตั้งถังเก็บน้ำบนดินก็คือ ติดตั้งได้ง่ายและเลือกใช้ขนาดถังได้อย่างอิสระ การดูแลรักษาเรื่องความสะอาดก็ทำได้ง่ายมาก แต่จะต้องแลกมากับการสูญเสียพื้นที่ใช้สอยในบริเวณบ้านไปบางส่วน และต้องพิจารณาความเหมาะสมของตำแหน่งที่ตั้งด้วย อันดับแรกคือพื้นที่นั้นจะรับน้ำหนักได้ในระยะยาวโดยไม่เกิดความเสียหายหรือไม่ และเป็นจุดที่แดดส่องถึงตลอดเวลาจนทำให้ถังเก็บน้ำเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นถังเก็บน้ำสำหรับน้ำดื่มก็นิยมที่จะติดตั้งไว้บนดินมากกว่า เพราะเสี่ยงที่จะปนเปื้อนได้น้อยกว่าใต้ดินมาก

ข้อดีข้อเสียของการติดตั้งถังเก็บน้ำเอาไว้ใต้ดิน

            การเลือกฝังถังเก็บน้ำไว้ใต้ดินจะได้ประโยชน์ในแง่ของการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า สามารถรักษาอุณหภูมิของน้ำในถังได้ดีกว่า และส่วนมากถังน้ำจะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าถังที่ต้องตากแดดตากฝนอยู่ตลอดเวลาด้วย แต่ข้อจำกัดก็มีไม่น้อยเหมือนกัน ข้อแรกคือต้องเลือกใช้ถังที่รองรับการฝังใต้ดิน เพราะใต้ดินมีแรงดันที่อาจทำให้ถังเก็บน้ำแตกร้าวได้ คนที่อาศัยอยู่ในห้องแถวหรือบ้านจัดสรรซึ่งมีบริเวณจำกัดก็จะไม่เหมาะกับการติดตั้งแบบนี้ เรื่องการทำความสะอาดถือว่าค่อนข้างยาก ดังนั้นจึงนิยมใช้สำหรับเก็บน้ำไว้ใช้ในยามฉุกเฉินมากกว่านำมาดื่มกินในครัวเรือน

เปิดโปรโมชั่นใหม่ BTS มีข้อดีอย่างไรบ้าง

หลังจากที่รถไฟฟ้าบีทีเอส ยกเลิกตั๋วเดินทางแบบรายเดือนไป ก็ได้ออกโปรโมชั่นออกมากในชื่อชุดโปรโมชั่นว่า ‘ยิ่งติ๊ด ยิ่งได้ ยืดหยุ่นโดนใจกว่า’ เป็นโปรแกรมสะสมพอยท์ จากการสะสมการเดินทางและการใช้จ่ายต่างๆ มาแลกรับสิทธิเที่ยวเดินทางฟรี ในโปรโมชั่น bts ใหม่นี้มีข้อดีอะไรบ้างเราจะมาเล่าให้ฟัง

โปรโมชั่นใหม่ BTS “ยิ่งติ๊ด ยิ่งได้ คืออะไร
ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป ยิ่งใช้รถไฟฟ้า ยิ่งได้แต้ม สะสม แลกเที่ยวรถฟรี แต่ต้องตรงตาม 250 Point = 1 เที่ยว
ตอนนี้จัด โปร Point X 2 ขึ้นแค่ 4 เที่ยว ฟรี 1 แล้ว/สัปดาห์ สะสม Point ผ่าน Rabbit rewards เงื่อนไข การได้ Point เดินทาง 5 สถานีขึ้นไป ใน 26 สถานี 2 สายดังนี้
-สายสุขุมวิท หมอชิต – อ่อนนุช
-สายสีลม สนามกีฬา – วงเวียนใหญ่

โปรโมชั่นดังกล่าวเป็นการมอบสิทธิพิเศษต่างๆให้กับผู้ใช้บริการทีทีเอส โดยผู้โดยสารสามารถนำพอยท์ที่สะสมจากการเดินทางบนบีทีเอส หรือการใช้จ่ายในร้านค้าที่ร่วมรายการแลกรับสิทธิเที่ยวเดินทางฟรี รวมถึงส่วนลดและสิทธิพิเศษต่างๆ จากร้านค้าชั้นนำ โปรโมชั่น bts มีระยะเวลา 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2564 – 31 ตุลาคม 2565 แต่ Point X2 ในระยะเวลา 3 เดือนเท่านั้น 1 พฤศจิกายน 2564 – 31 มกราคม 2565

ข้อดีโปรโมชั่นใหม่ รถไฟฟ้า BTS ยิ่งติ๊ด ยิ่งได้
• ค่าเดินทาง bts เฉลี่ยถูกลง (พอๆกับตั๋วเดือนเลย)
• ประหยัดค่าเดินทางของเดือนหน้าไปได้อีกเยอะ
• เก็บไว้ใช้ได้นานถึง 2 ปี ไม่ต้องกลัวใช้ไม่ทัน
• ส่วนลดbts ใช้เป็นส่วนลดและสิทธิพิเศษต่างๆ จากร้านค้าชั้นนำมากมาย
• พอยท์ที่สะสมมีอายุการใช้งาน 2 ปี ใช้เป็นส่วนลดต่างๆ จากร้านค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์มากกว่า100 แบรนด์

ตลอดระยะเวลาในการให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส เราคำนึงถึงการให้บริการที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้าคนสำคัญ ด้วยความมุ่งมั่นและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้โดยสารเดินทางอย่างปลอดภัยและสะดวกสบายมากที่สุด สิทธิประโยชน์ต่างๆที่ปรับเปลี่ยนมาเพื่อไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ผู้โดยสารที่หลากหลาย เพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางและใช้จ่ายได้อย่างอิสระ ซึ่งผู้โดยสารสามารถเข้าศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของบีทีเอส ผ่านทุกช่องทางของบีทีเอส หรืออ่านรายละเอียดโปรโมชั่นใหม่ รถไฟฟ้า BTS ยิ่งติ๊ด ยิ่งได้ ให้ Point X2 คุ้มกว่าตั๋วเดือนตรงไหน เพิ่มเติมได้ที่ https://www.springnews.co.th/blogs/program/817623