ทำไม…เราควรอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ

ป่าเขาลำเนาไพร ต้นไม้ใบหญ้าหรือแม้แต่สายน้ำ ล้วนเป็นความที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้นมา ซึ่งนอกเหนือจากความงามที่สามารถจับต้องได้ด้วยตาแล้ว ธรรมชาติยังช่วยฟื้นฟูเยียวยาจิตใจและร่างกายให้กับมนุษย์ได้ด้วย ว่าแต่ธรรมชาติช่วยอะไรได้บ้าง กับที่พักอาศัยท่ามกลางธรรมชาติ มาดูคำตอบกัน

  1. สีของธรรมชาติ สีมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของคนเราไม่น้อย เช่น สีส้ม สีแดง เมื่อเรามองเห็นจะรู้สึกถึงความร้อนแรง เร่งรีบและไม่สบายตา ในขณะที่สีเขียว สีฟ้าจะช่วยให้เกิดความรู้สึกเย็นตา สบายใจ ปลอดภัยและผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น  ใครที่ทำงานหนัก ต้องใช้สมองในการคิดวิเคราะห์มากจะเหมาะกับสีทั้งสองสีนี้เป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะช่วยลดความเครียดและผ่อนคลายความกังวลลงได้แล้ว ยังทำให้มีสมาธิมากขึ้นอีกด้วย
  2. เพิ่มภูมิคุ้มกัน ในพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์จะมีแบคทีเรียที่ชื่อว่า Mycobacterium vaccae อยู่เป็นจำนวนมาก เป็นแบคทีเรียที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนินออกมามากขึ้น เป็นฮอร์โมนแห่งความสุข ต้านโรคซึมเศร้าและยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายด้วย
  3. เสริมสร้างวิตามิน แสงแดดอ่อนๆยามเช้าอุดมไปด้วยวิตามินดี ซึ่งเป็นวิตามินอีกประเภทหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ในเมืองใหญ่นั้นมักจะอากาศร้อนอย่างรวดเร็วแม้ในยามเช้า การจะหาพื้นที่สีเขียวที่ให้ร่มเงามากในเมืองใหญ่นั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว

อย่างที่บอกว่าการที่คนเมืองจะได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับป่าเขาลำเนาไพรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การออกแบบผังเมืองที่ดีจึงควรมีพื้นที่สีเขียวเพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสกับธรรมชาติ ได้สบายใจ สบายตากับสีเขียว ได้สัมผัสจุลินทรีย์ที่ดีและแสงแดดที่ไม่ร้อนจนแสบผิว ซึ่งเมืองที่เต็มไปด้วยคอนกรีตและอิฐปูนจะสร้างโครงการที่พักอาศัยท่ามกลางธรรมชาติป่าสีเขียวขนาดใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ ยังมีโครงการเมืองระดับเวิลด์คลาส ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบ Green Living มากที่สุดในขณะนี้ คุณสามารถคลิกเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mqdc.com/our-business/theme-project/theforestias

Advantages of Eyelash Extensions In Bangkok

Eyelash extensions are trending in the beauty and fashion world. There are so many advantages that come with lash extensions; they save you lots of time and effort and the trouble of applying mascaras.

Every lady yearns to have full, long lashes and this new technique is one great beauty trend that will help you get fluttery lashes with long term benefits.

Here are some advantages for eyelash extensions according to thailandexpo2010.

Saves time

Eyelashes will not only help you look younger, but will save you time. Immediately you get out of bed, you are set to go. If you wear mascara each day, getting eyelash extensions will save you a lot of time spent in front of the mirror every morning.

Pop out your eyes

Eyelash extensions will help to bring out your eyes color and increase their sparkle. They are like a pretty frame around your eyes.

Eyelash extensions last longer than strip lashes

When compared to strip lashes that have to be applied and removed on a daily basis, eyelash extensions are semi-permanent. Each lash extension is usually attached to an individual eyelash, so they grow together with your natural eyelashes. The full growth cycle of natural lashes is usually 4-6 weeks. They will then fall out with your natural eyelashes.

Improves confidence

A lot of people associate eye contact with confidence and truthfulness. A lot of women that get eyelash extensions have had a boost in their confidence as well as eye confidence. You will not have to worry about your lash extensions falling off during the day like glue-on eyelashes that can fall off any time.

They are not painful

Compared to many beauty procedures, wearing eyelash extensions is not a painful process. Having them doesn’t do any harm to your natural eyelashes.

Give a youthful appearance

Nothing will make your eyes sparkle like voluminous, thick long eyelashes. Increasing the length of your lashes lifts your eyes, and there are no side effects. These pretty lashes make you look younger than your actual age and add some brightness to your face.

If you are looking for the Eyelash Extensions service in Bangkok please visit Prettywomandesign.com

น้ำซุปสำเร็จรูป อาหารสริมสำหรับลูกน้อย

น้ำสต๊อก หรือ น้ำซุปสำเร็จรูป เป็น น้ำต้มที่ถือเป็นหัวใจหลักสำคัญในการทำอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น แกงจืด ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว หรือแม้แต่ผัดผักต่าง ๆ ทำมาจากการนำกระดูกหมู กระดูกวัว กระดูกไก่ หรือก้างปลา เปลือกกุ้ง กระดองปู นำมาต้มรวมกับผักหลายชนิดจนได้มาเป็นน้ำสต๊อกหรือน้ำซุปสำเร็จรูปนำมาปรุงรสด้วยเกลือทะเลและพริกไทย บางครั้งใส่เครื่องเทศของฝรั่งลงไปนิดหน่อย เพื่อให้น้ำสต๊อกมีรสชาติและกลิ่นที่ต่างออกไป

น้ำสต๊อกที่เอาไว้ปรุงอาหารต่าง ๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ชนิด ได้แก่

1.น้ำสต๊อกสีน้ำตาล เป็นน้ำต้มกระดูกที่มีสีน้ำตาล ได้จากการอบกระดูกก่อนนำมาเคี่ยวและใส่ผัก เช่น หอมหัวใหญ่ แครอท มีเครื่องเทศคือ พริกไทยเม็ด ต้นกระเทียมและเกลือ

2.น้ำสต๊อกสีขาว (คล้ายคลึงกับน้ำซุปราเมนของญี่ปุ่น) เป็นการนำกระดูกหน้าแข้งหมู วัว กระดูกสันหลังหรือกระดูกซี่โครงมาต้ม โดยการทุบกระดูกให้แตกก่อนนำมาต้ม เพื่อให้น้ำที่อยู่ในกระดูกออกมา โดยทุกครั้งต้องต้มรวมกับเครื่องเทศและผัก

3.น้ำสต๊อกปลา เป็นน้ำกระดูกปลา อาจได้จากส่วนครีบหรือหางที่เราตัดออก และกระดูกกลางหลังของปลา ต้มกับหอมหัวใหญ่ ผักชีฝรั่งและพริกไทยเม็ด

4.น้ำสต๊อกไก่ ใช้ซี่โครงไก่ รวมทั้งเครื่องในนำมาต้มโดยใช้ไฟอ่อน ๆ เคี่ยวประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรืออาจใช้ส่วนอื่น ๆ ของไก่ด้วยก็ได้เช่นกัน

5.น้ำสต๊อกผัก เป็นการนำผักหลาย ๆ ชนิดมาต้มรวมกัน โดยส่วนใหญ่มักใช้ หอมหัวใหญ่ แครอท ก้านขึ้นฉ่าย ต้นกระเทียม กะหล่ำปลี ก้านกะหล่ำดอก หัวไชเท้า ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย

น้ำสต๊อกหอมกรุ่น นอกจากจะมีรสชาติที่หอมอร่อยถูกใจลูกน้อยแล้ว ยังพิถีพิถันในเรื่องของคุณภาพสารอาหาร และความสะอาดเป็นพิเศษ คัดสรรเฉพาะผักที่ดีมีประโยชน์ และปลอดภัย ปลอดสารพิษ ไม่มีการใส่ผงชูรส หรือเกลือและใช้เฉพาะวัตถุดิบจากธรรมชาติเท่านั้น รวมถึง หมู ไก่ ที่คัดพิเศษ อุดมไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วน ตามวัยที่เด็กต้องการ ทานง่ายและมีประโยชน์ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ น้ำสต๊อกเด็ก

ปูพื้นฐานให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ

โรงเรียนนานาชาติ เป็นตัวเลือกของพ่อแม่หลายๆคนที่อยากจะส่งลูกไปเรียน เพราะอยากให้ลูกสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี เนื่องจากเป็นภาษาสากลสำคัญ แต่สิ่งที่พ่อแม่จำนวนมากมักวิตก คือกลัวลูกปรับตัวไม่ได้ จะใช้ชีวิตในโรงเรียนอย่างไร วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีเตรียมตัวโรงเรียนเรียนนานาชาติมาฝากกันค่ะ

ปูพื้นฐานภาษา
ภาษาเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะการพูดคุยที่จะทำให้ลูกสามารถเข้ากับเพื่อนได้เร็วยิ่งขึ้น พ่อแม่ควรสื่อสารกับลูกเป็นประโยคภาษาอังกฤษบ่อยๆจะทำให้ลูกค่อยๆชินไปเอง นอกจากนี้การสร้างความคุ้นชินทางภาษานั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการพูดคุยเพียงอย่างเดียว แต่สามารถหาสิ่งจูงใจได้ เช่น หนังสือนิทาน , ดนตรี นำมาอ่านหรือเปิดให้ลูกฟัง

เป็นตัวของตัวเอง
การเป็นตัวของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมากในโรงเรียนนานาชาติ เพราะระบบการสอนจะเน้นให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าคิด หรือตัดสินใจด้วยตัวเอง ถ้าพ่อแม่ไม่ได้เตรียมความพร้อมในจุดนี้ เมื่อเด็กเข้าไปเรียนจะเกิดความรู้สึกด้อยค่าและเกิดปัญหาในด้านการเรียน และการเข้ากลุ่มกับเพื่อน ๆตามมา

เข้าใจความแตกต่าง
ทั้งคุณครูและเพื่อนๆ ต่างเชื้อชาติ ต่างวัฒนธรรม อาจทำให้เด็กสงสัย ไม่เข้าใจ บางครั้งอาจปฏิบัติตนไม่เหมาะสมที่เกิดจากความไม่รู้และไม่เข้าใจ เช่น การล้อเลียน สีผิว เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องคอยบอกคอยสอนให้รู้จักให้เกียรติคนอื่น เข้าใจถึงความต่างของแต่ละคน

เตรียมความพร้อมทางสังคม
เมื่อเด็กเติบโตพอที่จะเข้าโรงเรียน สังคมเพื่อนจึงเป็นอีกสังคมหนึ่งที่เด็กหนีไม่พ้น เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องพาลูก ไปเรียนรู้เล่นกับเด็กคนอื่นๆด้วย เช่น เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกันบ้าง ทั้งเพศเดียวกันและต่างเพศ จะทำให้เด็กพัฒนาภาษาที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ อีกทั้งยังมีความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมที่กว้างขึ้น ช่วยให้เด็กเข้ากับเพื่อนที่โรงเรียนได้เป็นอย่างดี

เป็นอย่างไรกันบ้างกับวิธีเตรียมตัวให้กับลูกน้อยก่อนเข้าโรงเรียนนานาชาติ หากคุณสนใจเรียนโรงเรียนนานาชาติกรุงเทพ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องประทับใจและคุ้มค่าเเน่นอน กับโรงเรียนนานาชาติ3ภาษา ไทย-จีนและอังกฤษ ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจาก WASC ซึ่งเป็นสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา เปิดสอนตั้งแต่อายุ 2ปีขึ้นไป – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Thai-Chinese International School

เมื่อโตขึ้นเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีโอกาสหาย

เมื่อลูกของคุณเป็นโรคสมาธิสั้นใช่ว่าจะไม่มีทางรักษา แต่ขอแค่ให้เข้าใจและใจเย็นกับลูก เพราะในปัจจุบันการแพทย์ล้ำสมัยมากขึ้น รักษาควบคู่กับศาสตร์ทางจิตวิทยาก็จะทำให้เด็กสมาธิสั้นหายจากอาการสมาธิสั้นได้ วันนี้เลยรวบรวมข้อมูลมาให้อ่าน เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ปกครองทุกคนว่าลูกของคุณจะหายจากโรคสมาธิสั้น

เมื่อผ่านช่วงวัยรุ่น ประมาณ 30-50% ของเด็กสมาธิสั้นมีโอกาสหายจากโรคนี้ และสามารถเรียนหนังสือหรือทำงานได้ตามปกติ โดยไม่ต้องรับประทานยา ส่วนใหญ่ของเด็กสมาธิสั้นจะยังคงมีความบกพร่องของสมาธิอยู่ในระดับหนึ่งถึงแม้ว่าเด็กดูเหมือนจะซนน้อยลง และมีความสามารถในการควบคุมตนเองดีขึ้น เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว บางคนหากสามารถปรับตัวและเลือกงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิมากนัก ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ บางคนอาจจะยังคงมีอาการของโรคสมาธิสั้นอยู่มาก ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อการศึกษาต่อ การงาน และการเข้าสังคมกับผู้อื่น เด็กสมาธิสั้นที่อาการยังไม่หายเมื่อโตขึ้นจึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่อง

ลักษณะที่เป็นโรคสมาธิสั้นและต้องการการรักษา

1. มีประวัติบ่งชี้ถึงโรคสมาธิสั้นตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก
2. ใจร้อน โผงผาง
3. อารมณ์ขึ้นลงเร็ว (โกรธง่ายหายเร็ว)
4. หุนหัน พลันแล่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่คิดก่อนทำ
5. ทนกับความเครียดหรือสิ่งที่ทำให้คับข้องใจได้น้อย
6. วอกแวกง่าย ไม่ค่อยมีสมาธิระหว่างการทำงาน
7. รอคอยอะไรนานๆ ไม่ค่อยได้
8. มักจะทำงานหลายๆชิ้นในเวลาเดียวกัน แต่มักจะทำไม่สำเร็จสักชิ้น
9. ไม่รู้จักแบ่งเวลา ขาดความสามารถในการบริหารจัดการเวลาที่ดี
10. ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง
11. นั่งอยู่นิ่งๆไม่ได้นาน ชอบเขย่าขาหรือลุกเดินบ่อยๆ
12. เบื่อง่าย หรือต้องการสิ่งเร้าอยู่เสมอ
13. ไม่มีระเบียบ บ้านรกรุงรัง 
14. เปลี่ยนงานบ่อย เนื่องจากความผิดพลาดในการทำงานที่เกิดจากความสะเพร่า ไม่เอาใจใส่ 
15. มาสาย ผิดนัด หรือลืมทำเรื่องสำคัญๆ อยู่เสมอ
16. มีปัญหากับบุคคลรอบข้าง เช่น สามี ภรรยา ญาติพี่น้อง หัวหน้าหรือผู้ร่วมงานอยู่บ่อยๆ

ถ้าจะให้ดีลองส่งลูกมาเข้าคอร์สฝึกสมาธิสั้นที่สถาบัน BrainFit Studio ดู เพราะมีหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเด็กที่มีอาการสมาธิสั้นโดยเฉพาะ หลังจากเข้าคอร์สแล้วคุณจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีของลูก

ลูกเป็นเด็กสมาธิสั้นจะรักษาอย่างไร?

จากที่อยู่กับลูกเป็นประจำสังเกตได้ว่าลูกมีพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง พูดอะไรก็ไม่ฟัง ไม่มีสมาธิ เลยหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต บวกกับพาลูกไปคุยกับเพื่อนบ้านที่เป็นนักจิตวิทยา ได้คำตอบว่า ลูกเป็นเด็กสมาธิสั้น จากกรณีนี้เราจะมาหาคำตอบกันว่า โรคสมาธิสั้นมีทางแก้ไขหรือไม่ และวิธีรักษาอย่างไร ไปดูกันครับ

ปัจจุบันวิธีรักษาโรคสมาธิสั้น (ADHD – Attention Deficit Hyperactive Disorder) มี 4 วิธี ได้แก่

1. ปรับพฤติกรรมและกระตุ้นพัฒนาการเด็กสมาธิสั้น

ซึ่งจะได้ผลดีมากในเด็กที่ยังเป็นโรคสมาธิสั้นไม่มาก และยอมเต็มใจที่จะเข้ารับการฝึกสมาธิสั้นเพื่อให้อยู่นิ่ง

2. รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง

โดยแพทย์จะเลือกชนิดยาที่เหมาะกับอาการสมาธิสั้นและวัยของเด็กสมาธิสั้น เช่น Methylphenidate ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้หลั่งสารสื่อประสาทเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการรับประทานทานยานั้นให้ผลในการรักษาที่ดีได้ถึง 70 – 80% โดยประมาณ และเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะมีอาการดีขึ้นหลังจากรับประทานยาไปแล้วภายใน 1 – 4 สัปดาห์

3. เรียนแบบตัวต่อตัว

เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กสมาธิสั้นให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่เป็นโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ร่วมด้วยนั้นจะเรียนไม่ทันเพื่อน พ่อแม่ผู้ปกครองควรหาวิธีพัฒนาการเรียนของเด็กอย่างเหมาะสม

4. ปรึกษาแพทย์ต่อเนื่อง

เพื่อทำความเข้าใจและขอคำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงดูเด็กที่มีอาการสมาธิสั้นได้ถูกต้อง การสื่อสารกันระหว่างแพทย์ ครู และผู้ปกครอง เพื่อลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กที่อาจเกิดขึ้นได้

หากเกิดความสงสัยว่าเด็กมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพราะการรักษาโรคนี้ต้องใช้เวลาและอาศัยความร่วมมือทั้งจากตัวเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครอง และคุณครูผู้สอน ซึ่งต้องใช้หลายศาสตร์ร่วมกันเพื่อผลการรักษาที่ดี ที่สำคัญหากเด็กเข้ารับการรักษาจนหายขาดจากโรค นอกจากจะสมาธิดีขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น เด็กยังเกิดความภาคภูมิใจในตนเองและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ในอนาคต หากมีข้อสงสัยสอบถามเข้ามาได้ที่สถาบัน BrainFit Studio

เทคนิคเลี้ยงเด็ก ‘สมาธิสั้น’ ให้อยู่ในสังคมได้อย่างปกติ

เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นก็เหมือนกับเด็กคนอื่นๆทั่วไป ที่ต้องไปโรงเรียน ทำการบ้าน ทำกิจกรรมต่างๆ แต่ก็มีบางพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป ถ้าดูแลไม่ดีก็อาจจะทำให้เข้าสังคมกับเด็กคนอื่นได้อยาก วันนี้เรามีเทคนิดเลี้ยงเด็กสมาธิสั้นอย่างไรให้อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ปกติ ถ้าอยากรู้แล้ว ตามมาดูกันครับ

โรคสมาธิสั้นมีสาเหตุมาจากสมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง โดยเฉพาะในสมองส่วนหน้า ที่ควบคุมเรื่องสมาธิ ความจดจ่อ การยับยั้งชั่งใจ และการเคลื่อนไหวของร่างกาย ทำงานน้อยกว่าเด็กปกติ อาการที่แสดงออกคือ ไม่มีสมาธิ วอกแวกง่าย อยู่ไม่นิ่ง ซน ควบคุมพฤติกรรมตัวเองได้ยากและหุนหันพลันแล่น ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น ทำให้การใช้ชีวิตของเด็กสมาธิสั้นร่วมกับผู้อื่นเป็นเรื่องยาก สร้างความกลุ้มใจให้แก่พ่อแม่ และผู้ปกครองเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นห่วงการใช้ชีวิตของลูกหลานที่เป็นโรคสมาธิสั้นในอนาคต ดังนั้นเราต้องมีเทคนิคที่จะทำให้เด็กสมาธิสั้นสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติกับเด็กคนอื่นๆ

เทคนิคแรก ลดสิ่งเร้า เพราะสิ่งเร้า เช่น ในสิ่งแวดล้อมที่เสียงดัง สีสันที่ฉูดฉาด เป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้สมาธิของเด็กที่มีอาการสมาธิสั้นน้อยลง พ่อแม่ ควรจัดบ้านให้เรียบง่าย เก็บของในตู้ทึบแทนตู้กระจก และไม่ปล่อยให้เด็กเล่นเกมหรือดูทีวีมากเกินไป

เทคนิคที่ 2  พ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องใกล้ชิดกับเด็ก คอยติดตามและตักเตือน เนื่องจากเด็กสมาธิสั้นบางครั้งไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

เทคนิคที่ 3  หนุนจิตใจชื่นชมเด็กเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ดี หรือมีความสำเร็จเล็ก ๆ ควรเปิดโอกาสให้เด็กคิด ช่วยเด็กหาวิธีแก้ไขจุดอ่อน ไม่พูดคำว่า “อย่าทำ” “อย่าไป” “หยุดเดี๋ยวนี้”เพราะเด็กสมาธิสั้นมักมีโอกาสทำสิ่งต่าง ๆ  ไม่สำเร็จอยู่แล้ว

เทคนิคที่ 4 ให้รางวัลเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น มักจะเบื่อ และขาดความอดทน แต่หากมีรางวัลตามมา เด็กจะรู้สึกท้าทาย และมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น

เทคนิคที่ 5 ระวังพูดจาไม่พูดมากหรือบ่น ไม่เหน็บแนม ประชดประชัน ไม่ติเตียนกล่าวโทษ บอกกับเด็กสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าต้องการให้ทำอะไร หากเด็กไม่ทำตามคำสั่ง พ่อแม่ควรใช้วิธีเดินเข้าไปหา จับมือ แขน หรือ บ่า สบตาเด็ก พูดสั้น ๆ จากนั้นให้เด็กพูดทวน หากเด็กไม่ทำก็พาไปทำด้วยกัน

การดูแลเด็กสมาธิสั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็นๆ คอยห่วงใยดูแลอย่างใกล้ชิด สิ่งไหนไม่ดีก็บอกเขาดีๆ พร้อมเหตุผล ถ้าอยากฝึกให้ลูกมีพัฒนาการและสมาธิที่ดี แนะนำคอร์สเรียนที่สถาบัน BrainFit Studio เพราะเป็นหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อผู้ที่มีอาการสมาธิสั้นโดยเฉพาะ