มารู้จักถังดักไขมัน ไอเท็มสุดจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม

หากพูดถึง ถังดักไขมัน หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักหรือหลายคนอาจจะรู้จัก แต่มองว่าไม่สำคัญสำหรับบ้านเรือน อาจจะมองว่าเจ้าถังดักไขมันนี้เหมาะสำหรับพวกร้านอาหาร คาเฟ่หรือโรงแรมเท่านั้น วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับถังดักไขมันกันค่ะ

ถังดักไขมัน คือ อุปกรณ์อีกหนึ่งตัวที่ช่วยในการดักจับไขมันจากท่อน้ำทิ้งทั้งหมด เพื่อแยกส่วนไขมันออกจากน้ำก่อนที่จะทำการปล่อยน้ำทิ้งลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจว่า ถังดักไขมันนั้นมีความจำเป็นแค่ในร้านอาหาร โรงแรมหรือคาเฟ่ ทั้งๆที่อันที่จริงแล้ว ในบ้านเราก็จำเป็นที่จะต้องมีถังดักไขมันเหมือนกัน เนื่องจาก ถังดักไขมันจะช่วยดักจับไขมันไม่ให้ปะปนไปกับน้ำที่ผ่านการใช้งานต่าง ๆ ภายในบ้าน ก่อนปล่อยลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญในการทำให้เกิดท่อระบายน้ำอุดตัน ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดน้ำท่วม ซึ่งของเสียประเภทไขมัน หากปล่อยทิ้งสะสมประมาณ 1 เดือนขึ้นไป จะเริ่มจับตัวเป็นก้อนชั้นหนาคล้ายสบู่ แม้ว่าจะไม่แข็งตัวเท่าสบู่ แต่หากมีความหนาเกิน 10 เซนติเมตร จะมีผลทำให้น้ำไหลผ่านยากมาก นอกจากนี้ ถังดักไขมันยังช่วยในเรื่องของการป้องกันของแหล่งสะสมโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากไขมันอุดตันในท่อน้ำทิ้งและกลิ่นเหม็นอันไม่พึงประสงค์จากน้ำที่น้ำเสียจากเศษอาหารรวมถึงไขมันจากการทำอาหารที่ตกค้างภายในท่อเกิดการเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็นย้อนกลับเข้ามาจุดต่างๆ ของท่อระบายน้ำภายในบ้านได้ดีอีกด้วย โดยถังดักไขมัน ที่เหมาะสำหรับบ้านเรือนก็คือ ถังดักไขมัน แบบฝังดิน โดยเลือกความจุ ให้เหมาะสมกับสมาชิกภายในบ้าน เริ่มต้นตั้งแต่ 15 ลิตร ไปจนถึง 30 ลิตร

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเพื่อสุขอนามัยที่ดีและความรับผิดชอบต่อสังคมอย่ามองข้ามเรื่องการติดตั้งถังดักไขมันไว้ในบ้านนะคะ เรียกได้ว่าช่วยทำระบบภายในบ้านของเราสะอาดแล้ว ยังไม่ทำให้เกิดมลภาวะที่เกิดจากการปล่อยน้ำเสียจากบ้านของเราโดยที่ไม่ผ่านถังดักไขมันอีกด้วย ผู้อ่านท่านใดที่สนใจอยากติดตั้งถังดักไขมันภายในตัวบ้านสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ DOS LIFE ผู้เชี่ยวชาญด้านถังดักไขมันและจัดจำหน่ายมาอย่างยาวนานพร้อมให้คำปรึกษาคุณค่ะ

Breaking Down International School Fees in Thailand 2022

One of the significant factors to consider when choosing an international school is the school fees. As the number of international schools in Thailand continues to increase, more and more parents are enrolling their children in these schools. 

So, the experts at Thailand Expo will help you break down the actual cost of school fees at international schools in Thailand. 

The Average School Fees in Thailand

On average, parents spend around $17,200 every year on tuition fees. The fees range from $1,800 to $25,000 depending on various factors such as the curriculum, location, grade, and performance. Most schools in Thailand use universally accepted curricula such as the Indian, International Baccalaureate, and CBSE Curriculum. Let’s break down the fees below.

International Tuition Fees

As mentioned earlier, international schools in Thailand use different curricula. Moreover, these schools are divided into profit-making and non-profit schools operated by global educational groups. Naturally, school fees are higher in profit-making schools than in non-profit ones.

Additionally, parents pay more at schools that offer the International Baccalaureate Curriculum. The school fee is also likely higher in schools with many modern facilities than those with inadequate facilities. 

Campus Development Fee 

Most international schools in Thailand also require parents to pay a campus development fee or an enrollment fee to cover building and maintenance expenses. Some schools allow parents to make one-off payments, while others ask for an annual payment at the start of every academic year. Since the campus development fee varies from school to school, it is best to check the fee structure to avoid unpleasant surprises. 

Other Charges

Additionally, international schools in Thailand have non-refundable and refundable charges, including application fees, security deposits, uniforms, school trips, PTA, and more. These charges cover different expenses.

Parents can also pay optional fees such as school transport, individual music lessons, additional language lessons, boarding fees, and extracurricular activities. The good thing is that parents can qualify for sibling discounts and scholarships. So, take your time to determine whether your child is eligible for a scholarship or sibling discounts. 

Final Thoughts 

International school fees in Thailand vary from one parent to another based on the type of school, curriculum offered, and additional charges. Evaluating the fee structure carefully is advisable to avoid last-minute surprises.

สิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง เกี่ยวกับการประกันชีวิต

การทำประกันชีวิตในประเทศไทย ยังถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการทำประกันชีวิตในอัตราที่ต่ำ เพราะหลายคนยังมองข้ามความสำคัญที่คาดไม่ถึงของการทำประกันชีวิตไป ทำให้กลายเป็นว่าการทำประกันชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องที่สำคัญหรือจำเป็นแต่อย่างใด แต่รู้หรือไม่ว่าการทำประกันชีวิตนั้น มีประโยชน์ที่ใครหลายคนคาดไม่ถึงซ่อนอยู่

1.ประกันชีวิต คือ มรดกที่ปลอดภาษี
ปกติแล้วหากเราได้รับมรดกจากใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นพ่อ-แม่ หรือครอบครัว มีความจำเป็นที่จะต้องเสียภาษีที่เรียกกันว่า ภาษีมรดก แต่เงินผลประโยชน์จากประกันชีวิต เป็นเงินที่ไม่ต้องเสียภาษีมรดก แม้จะเป็นสิ่งที่ได้รับการตกทอดมา ซึ่งใครก็ตามที่อยากได้มรดกโดยที่ไม่ต้องเสียภาษี การทำประกันชีวิตนี้แหละคือคำตอบที่ดีที่สุด

2.วินัยทางการเงิน สร้างได้ด้วยการทำประกันชีวิต
หลายคนมักจะพบกับปัญหาที่อยากเก็บเงินแต่เก็บเงินไม่อยู่ การซื้อประกันชีวิตเป็นอีกทางเลือกในการเก็บเงินที่ดี เพราะการซื้อประกันชีวิต เปรียบเสมือนการออมภาคบังคับ เพราะถ้าหากเราต้องการได้รับผลประโยชน์ตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เราก็จะต้องมีวินัยทางการเงินเพื่อเก็บเงินมาจ่ายค่าเบี้ยประกันตามที่กำหนด ไม่ใช่เน้นสิ่งที่เราจ่ายมาเราก็จะไม่ได้อะไรเลยหรือหากได้ก็จะเป็นการได้ที่ไม่คุ้มกับที่เสียไป

3.สร้างหลักประกันให้คนที่รัก
เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด สำหรับการทำประกันชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะจุดมุ่งหมายของการทำประกันชีวิตก็คือการสร้างหลักประกันให้คนที่เรารัก ให้ครอบครัวของเรา เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การทำประกันชีวิตเปรียบเสมือนการสร้างหลักประกันไว้ ว่าหากเกิดเหตุการณ์อะไรที่ไม่คาดฝันขึ้นมา อย่างน้อยเราก็จะมีผลประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันชีวิตที่เราทำไว้ ไว้คอยดูแลคนที่เรารักและครอบครัว อย่างน้อยเขาจะมีทุนตรงนี้ไว้ตั้งหลักชีวิต ให้ดำเนินต่อไปในวันที่เราไม่อยู่แล้ว

3 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยากให้หใครหลายคนได้ฉุกคิดว่า จริงๆแล้วประกันชีวิตนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลย เพราะการทำประกันชีวิตนั้นสำคัญและมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิด ถ้าคุณยังลังเลว่าจะทำประกันชีวิตดีไหม ลองศึกษารายละเอียดให้ดีและนำมาประกอบการพิจารณา และหากใครที่กำลังมองหาแผนประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองที่ครบถ้วนและรอบด้าน สามารถดูรายละเอียดแผนประกันได้ที่ https://www.kwilife.com/

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแอปเปิ้ลสีแดง

แอปเปิ้ลสีแดง ผลไม้ที่ใครๆ ต่างก็รู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งผลไม้ยอดนิยมชนิดนี้ก็มีเรื่องน่ารู้ต่างๆ เยอะแยะมากมาย อยากรู้ไหมว่ามีเรื่องอะไรบ้าง เราจะพาไปดูกัน

1. รสชาติของแอปเปิ้ลแดง

            แอปเปิ้ลสีแดงเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย เรียกได้ว่าเป็นรสชาติที่ลงตัวที่สุดในบรรดาแอปเปิ้ลสีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แอปเปิ้ลเหลือง แอปเปิ้ลชมพู หรือ แอปเปิ้ลสีเขียว

2. อายุการเก็บรักษา

            แอปเปิ้ลแดง  สามารถเก็บได้ยาวนานและคงความสดได้มากกว่าแอปเปิ้ลสีอื่นๆ ทำให้เป็นที่นิยมในการจำหน่ายและบริโภคมากกว่า

3. โภชนาการของแอปเปิ้ลสีแดง

            ในแอปเปิ้ลสีแดง มีพลังงาน 59 กิโลแคลอรี่ มีน้ำ 85.33 กรัม น้ำตาล 10.48 กรัม และโพแทสเซียม 104 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณโภชนาการที่กำลังพอดีต่อความต้องการบริโภคของเราในแต่ละวัน

4. ประโยชน์ของแอปเปิ้ลสีแดง

            ในแอปเปิ้ลแดง จะมีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งภายในสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้สามารถช่วยชะลอวัย ลดความเครียด และต้านโรคมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณ  เพราะในแอปเปิ้ลแดงนั้นมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์มากที่สุด และรวมไปถึงคอลลาเจนที่ดีต่อสุขภาพผิว

            นอกจากนี้ในแอปเปิ้ลสีแดงยังมีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ โดยเพคตินมีกรด 2 ชนิด คือ กรดมาลิคและกรดทาร์ทาริกช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมัน ซึ่งดีต่อระบบย่อยอาหารของเรา

            และแอปเปิ้ลสีแดงยังเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากในแอปเปิ้ลสีแดงถึงแม้จะมีน้ำตาลธรรมชาติในเนื้อแอปเปิ้ลมาก แต่น้ำตาลเหล่านั้นจะไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งแอปเปิ้ลแดงยังมีไฟเบอร์ที่จะคอยช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย

5. ข้อควรระวังเกี่ยวกับแอปเปิ้ลแดง

            สิ่งที่ควรระวังเกี่ยวกับการทานแอปเปิ้ลสีแดงนั้นก็คือ ควรระวังสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงที่เปลือกของแอปเปิ้ล แต่การจะได้สารอาหารอย่างเต็มที่ก็ควรทานทั้งเปลือก ทางที่ดีคือ ควรล้างให้สะอาดก่อนทานทุกครั้ง และข้อควรระวังอีกอย่างก็คือไม่ควรรับประทานแอปเปิ้ลแดงมากจนเกินไปต่อ 1 วัน เนื่องจากในแอปเปิ้ลแดงมีสารประกอบบางประเภทที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย หากบริโภคในประมาณมาก

เป็นอย่างไรกันบ้างคะเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแอปเปิ้ลแดง  น่าสนใจไหมคะ แบบนี้ลองหาแอปเปิ้ลสีแดงมาติดตู้เย็นกันไว้บ้างนะคะ

ทำความรู้จักค่ากำเหน็จ ก่อนซื้อทองรูปพรรณ

                หลายๆ คนอาจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่าเมื่อเราจะซื้อทองรูปพรรณ จะต้องมีค่ากำเหน็จ แล้วเคยสงสัยกันไหมคะว่า ค่ากำเหน็จนี้คือออะไร ทำไมเราถึงต้องเสียค่ากำเหน็จในการ ซื้อทองรูปพรรณ ด้วย โดยวันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกัน

ค่ากำเหน็จคืออะไร

ค่ากำเหน็จ หมายถึง ค่าผลิตทองคำรูปพรรณ ค่าแรงช่างหรือค่าจ้างในการผลิตจากทองคำแท่งจนกลายมาเป็นทองรูปพรรณที่มีลวดลายสวยงาม โดยราคาจะขึ้นอยู่กับความยาก-ง่ายของลายทองรูปพรรณชิ้นนั้นๆ และยังหมายถึง ค่าใช้จ่ายในการบริหารร้าน ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรงพนักงาน ค่าประกันภัย ค่าเช่าสถานที่ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นภายในร้านทองรูปพรรณด้วย

โดยตามมาตรฐานค่าแรงในประเทศไทยจะคิดเป็นราคาต่อบาทของน้ำหนักทอง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วค่าคำเหน็จต่อราคาทอง 1 บาท จะอยู่ที่ประมาณ 600 – 800 บาท ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่ที่ร้านทองเป็นผู้กำหนด

สำหรับคนใดที่ต้องการซื้อทองรูปพรรณ  มาไว้เก็งกำไร ปล่อยขายในขณะที่ทองขึ้นนั้น ควรจะคำนึงเสมอว่า หากเราต้องการขายทองรูปพรรณที่จุดประสงค์หลักคือใช้เป็นเครื่องประดับ แน่นอนว่าต้องผ่านการใช้งาน การสวมใส่ ในระยะเวลานานก็ส่งผลให้เสื่อมสภาพไป ก็ส่งผลต่อราคาที่ร้านทองจะรับซื้อคืนทองรูปพรรณ

โดยหากอิงตามหลักเกณฑ์ตามประกาศของ สคบ. ร้านทองรูปพรรณจะมีการหัก 5% จากราคาทองคำประจำวันที่สมาคมประกาศ หรือที่เราเห็นที่ตามร้านทองเขียนไว้ที่หน้าร้านว่าวันนี้ราคาซื้อ – ขายทอง ณ วันนั้น ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าเราจะเคยใช้ทองรูปพรรณมาหรือไม่ ร้านทองรูปพรรณก็จะหักอยู่ดี

แต่ในปัจจุบันมีทางเลือกให้สำหรับผู้ที่ต้องการลดค่ากำเหน็จทองรูปพรรณ ด้วยช่องทางการขายแบบออนไลน์ ทั้งนี้การซื้อทองผ่านระบบออนไลน์ ก็ยังถือว่าเป็นการซื้อขายที่ค่อนข้างมีความเสี่ยง ดังนั้นเราจึงควรตรวจสอบผู้ขายให้ดีก่อนการตัดสินใจซื้อ  ว่ามีใบอนุญาติ  มีหน้าร้านหรือมีรีวิว มีความเชื่อถือมากน้อยเพียงใด

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ รู้จักเรื่องของค่ากำเหน็จของทองรูปพรรณมากขึ้นรึยัง อย่างไหร่ก็ดีลองนำความรู้ตรงนี้ไปลองคำนวนค่ากำเหน็จในการซื้อทองรูปพรรณกันนะ

มารู้จักวีเนียร์กัน

หากพูดถึง วิธีการแก้ไขความบกพร่องของฟันที่เป็นที่นิยมของคนในสมัยนี้ คงจะไม่พ้นต้องพูดถึงการทำวีเนียร์ แต่ในความเป็นจริงก็มีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่า วีเนียร์คืออะไร

วีเนียร์ คืออะไร

วีเนียร์ คือ การเคลือบผิวฟันโดยใช้วัสดุที่มีลักษณะคล้ายเคลือบฟันธรรมชาติ ที่มีความบางและสีใกล้เคียงกับฟันมาติดบริเวณด้านหน้าฟัน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องของความสวยงามของฟัน แต่ยังช่วยป้องกันปัญหาการทำร้ายผิวฟัน ช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการทำวีเนียร์นั้น มี 2 ประเภท ได้แก่

1.เคลือบฟันเทียมที่ทำโดยตรงในช่องปาก (Direct Veneer)

วิธีการนี้เป็นการใช้วัสดุอุดสี โดยเลือกสีที่เหมือนฟัน ร่วมกับสารยึดติด อุดปิดลงบนผิวหน้าฟันโดยตรงในช่องปากเพื่อทำการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและสีของฟัน ซึ่งจะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของทันตแพทย์  โดยข้อดีของการทำวิธีนี้ คือ ไม่จำเป็นต้องกรอฟันมากจนเกินไป

แต่ก็มีข้อเสียในเรื่องของการใช้เวลาทำนาน และหากควบคุมวัสดุอุดบริเวณขอบได้ไม่ดีพอ จะทำให้เกิดปัญหากลิ่นปาก และเหงือกอักเสบตามมาได้ โดยวัสดุที่ใช้คือคอมโพสิตเรซิน (Composite Resin) เป็นวัสดุผสมระหว่างเรซินและซิลิกา ซึ่งความคงทนของสี และความเรียบเงาจะน้อยกว่าวัสดุประเภทพอร์ซเลน

2.เคลือบฟันเทียมที่ทำนอกช่องปาก (Indirect Veneer)

วิธีการนี้ เป็นวิธีการที่ทันตแพทย์จะทำการกรอผิวฟันเดิมของคนไข้ออก จากนั้นพิมพ์ปาก และให้ผู้ป่วยเลือกสีฟันที่ต้องการ ก่อนนำไปเข้ากระบวนการทางห้องแล็บ โดยใช้วัสดุประเภท พอร์ซเลน (Porcelain) ซึ่งมีข้อดีในเรื่องความเงางาม สมจริงเหมือนฟันธรรมชาติ และความคงทนของสี

โดยทันตแพทย์จะใส่ผิวฟันชั่วคราวให้คนไข้ระหว่างที่รอชิ้นงานส่งกลับมาให้ทันตแพทย์ใส่เข้าไปในช่องปากของคนไข้อีกครั้งจนเสร็จสมบูรณ์

การทำวีเนียร์นั้น เป็นอีกวิธีหนึ่งที่แก้ไขปัญหาฟันได้อย่างสมบูรณ์ แม้อาจจะมีราคาสูง แต่เมื่อเทียบกับอายุการใช้งาน 10 – 15 ปี นั้นนับว่าเป็นการทำทันตกรรมที่คุ้มค่า แต่ทั้งนี้อายุการทำงานก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาด้วยเช่นกัน

ประกันมะเร็งสำคัญอย่างไร ทำไมต้องมี

หากพูดถึงประกันสุขภาพ ทุกคนก็คงอยากได้ประกันที่ครอบคลุมโรคร้ายทั้งหมด ค่ารักษาที่คุ้มค่ากันทั้งนั้น และประกันโรคร้ายที่ทุกคนควรมี นั่นคือประกันมะเร็ง เพราะเป็นโรคอันตรายที่หากใครเป็นแล้วต้องใช้เวลาและเงินจำนวนมากในการรักษา เรามาดูกันว่า ทำไมเราจะต้องมีประกันตัวนี้ด้วย

ประกันมะเร็ง กับโรคมะเร็งร้ายแรงแค่ไหน
โรคมะเร็งเป็นอีกโรคหนึ่งที่คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมากในแต่ละปี จากการรวบรวมข้อมูลจากองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า สถิติการป่วยและการตายพุ่งสูงขึ้น เรียกได้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมามีผู้เป็นโรคมะเร็งแล้วกว่าแสนราย และ เสียชีวิตเฉียดหลักแสนด้วยเช่นกัน โดยมะเร็ง 5 อันดับแรกที่คร่าชีวิตคนไทย ได้แก่ มะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งเต้านม และสุดท้าย คือ มะเร็งปากมดลูก

ทำไมจะต้องมีประกันมะเร็ง

• หากคุณตรวจพบเชื้อมะเร็งไม่ว่าในระยะเริ่มต้น ระยะสอง หรือ ระยะสาม แพทย์จะวินิจฉัยให้คุณเข้ารับการรักษา บางครั้งคุณอาจมีสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลในรายการบางอย่าง แต่บางรายการก็ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้ การมีประกันมะเร็ง จะช่วยในส่วนของค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้

• หากคุณต้องเข้ารับการรักษา สำหรับคนที่ไม่ใช่ข้าราชการที่ลาได้ นั่นหมายความว่า คุณอาจสูญเสียรายได้ไป การมีประกันจะช่วยชดเชยรายได้ในส่วนนี้ให้คุณได้

• ในกรณีที่เสียชีวิต การทำประกันมะเร็ง จะมีเงินในส่วนของการเสียชีวิตให้กับญาติเพื่อปลงศพ หรือ มีเงินก้อนเพื่อเป็นทุนให้กับทายาท รวมถึงคุณอาจได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ตามที่กรมธรรม์กำหนดไว้

นี่คือความสำคัญของประกันมะเร็ง ที่คุณควรรู้ไว้ เพื่อให้คุณนั้นเลือกซื้อได้อย่างถูกต้อง ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการใช้บริการของคุณได้ เพียงแต่ว่าคุณจะต้องเลือกซื้อกับบริษัทที่น่าเชื่อถือ หรือกับตัวแทนจำหน่ายที่มีใบอนุญาตที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า คุณจะได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันตัวนี้อย่างที่ต้องการ และสามารถเรียกเคลมได้ทุกช่วงเวลาหากคุณตรวจเจอโรคนี้นั่นเอง

ประกันมะเร็ง Cancer Can Go จาก คิง ไว ประกันชีวิต ไปต่ออย่างมั่นใจ ที่ให้ความคุ้มครองคุณ ทั้งค่ารักษาพยาบาล และเงินคุ้มครองก้อนใหญ่หากตรวจพบมะเร็งระยะลุกลาม และยังพร้อมคืนเป็นเงินก้อนให้คุณยามเกษียณ ให้เบี้ยประกันคุณไม่ต้องเสียเปล่า สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kwilife.com/cancer

ถังเก็บน้ำบนดิน โพลีเอทธีลีน หรือ PE แบบทึบแสงมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

ถังเก็บน้ำบนดิน มีหลายประเภทมาก ทำจากวัสดุที่หลากหลายด้วย การเลือกใช้นั้นจะต้องดูในเรื่องของพื้นที่ รวมถึงเรื่องของอุณหภูมิโดยทั่วไปด้วยว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นอย่างไร บริเวณพื้นที่โดยรอบที่จะไปตั้งถังนั้นนั้น เพื่อคุณจะได้เลือกวัสดุได้อย่างถูกต้อง และ วันนี้เราจะมาพูดถึงข้อดีข้อเสียของถังเก็บน้ำบนดิน ที่ทำจากโพลีเอทธีลีนหรือ PE กัน เพื่อคุณจะได้เลือกใช้ได้อย่างถูกต้องค่ะ

ถังเก็บน้ำโพลีเอทธีลีนหรือ PE แบบทึบแสงมีข้อดีอย่างไรบ้าง
ถังเก็บน้ำบนดิน นั้นมีหลายขนาดมาก ๆ แล้วแต่ความจำเป็นของคุณว่าคุณต้องการกักเก็บน้ำเท่าไร ใช้น้ำบ่อยมากแค่ไหน และในพื้นที่ของคุณนั้นมีแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือ ระบบประปาเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้เลือกขนาดของถังเก็บน้ำได้อย่างถูกต้อง วันนี้เราจะมาพูดถึง ถังเก็บน้ำที่ทำจากวัสดุ โพลีเอทธีลีนหรือ PE แบบทึบแสงกัน

ข้อดีของถังเก็บน้ำแบบโพลีเอทธิลีนหรือ PE ถังแบบนี้จะไม่มีตะไคร่น้ำเกาะ ทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีการปนเปื้อนเกิดขึ้นแน่นอน ใช้ตกแต่งบ้านได้ เพราะว่ามันมีหลายรูปแบบ และ หลายสีให้คุณเลือกใช้กันด้วย ทำให้บ้านของคุณมีสีสันมากยิ่งขึ้น และ ถังนี้สามารถตั้งไว้กลางแดดได้ ไม่เป็นสนิมด้วย

ข้อเสียของถังเก็บน้ำบนดิน หากพื้นก้นถังเป็นพื้นเรียบอาจทำให้ทำความสะอาดได้ยาก เพราะอาจมีน้ำค้างอยู่ก้นถัง และจะต้องเลือกถังที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. มีการรับประกันตัวสินค้าที่ชัดเจนด้วย เพราะว่าถังแบบนี้อาจมีการลอกเลียนแบบเกิดขึ้น ก่อนเลือกซื้อจะต้องดูให้ดี

ทั้งหมดนี้คือ ข้อดีและข้อเสียของ ถังเก็บน้ำบนดิน ที่ทำจากโพลีเอทธีลีนหรือ PE แบบทึบแสงที่คุณสามารถทำความเข้าใจและเลือกใช้บริการได้อย่างถูกต้อง ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการใช้งานของคุณได้ หากเลือกได้ดีจะใช้งานได้ยาวนาน และ มีความปลอดภัยในการใช้งานอย่างแน่นอน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือคำปรึกษาแนะนำได้ที่ Dos Life ผู้เชี่ยวชาญทางด้านถังเก็บน้ำบนดิน ผลิตจากวัสดุที่ทนทาน และอายุการใช้งานยาวนานได้มาตราฐานค่ะ

Why is Mindfulness Meditation Important?

In a world full of uncertainties, taking advantage of mindfulness meditation can make a world of difference. Practicing mindfulness meditation allows you to control your brain, thoughts, and feelings. It also improves your awareness and allows you to appreciate your surrounding. You can also practice mindfulness meditation to overcome stress and improve your concentration span. This guide by Thailand Expo 2010 explores the benefits of mindfulness meditation.

Overcome Stress

Whether you are feeling stressed because of too much pressure, significant changes in your life, lack of control over an outcome, or uncertainty, turning to mindfulness meditation is the best thing to do. Mindfulness meditation can help you reduce stress and depression by gaining control over your thoughts and feelings. What’s more, mindfulness meditation enables you to embrace a positive mindset. So, whenever you feel stressed, breathe, control your thoughts, and listen to your surroundings. 

Improves Productivity

If your productivity levels have been falling lately, it is advisable to leverage the power of mindfulness meditation to boost your productivity. When you practice mindfulness meditation daily, you will notice a spike in your productivity. What’s more, your concentration span will also improve drastically. You are likely to do well in your studies, career, or personal assignments with better productivity. 

Better Relationships

Couples can also take advantage of mindfulness meditation to improve their relationships. When couples practice mindfulness meditation regularly, they are more likely to develop a positive outlook on life and appreciate their surroundings and partners. Creating healthy relationships will also come in handy at your workplace or school. This will make you more empathetic, respectful, and cooperative. 

Boosts Your Mood

Practicing mindfulness meditation regularly can help boost your overall mood. When you meditate, you will become more aware of your thoughts and surroundings. Mindfulness also allows you to feel at ease. You will also gain control over your thoughts and feelings.

Conclusion

Practicing mindfulness meditation will improve the quality of your life in so many ways. It will not only enhance your productivity, but it will also strengthen your relationships and improve your overall mood. Furthermore, mindfulness meditation gives you the power to control your thoughts and emotions.

วิธีใส่แหวนทองคำนำโชคประจำวันเกิด

เชื่อกันว่าเครื่องประดับนอกจากจะสวมใส่เพื่อความสวยงามและเพิ่มความมั่นใจแล้ว ยังช่วยเสริมดวงชะตาให้กับผู้สวมใส่อีกด้วยหากมีการสวมใส่อย่างถูกต้องตามเคล็ดและความเชื่อของโบราณ ซึ่งวันนี้เราก็พามาดูความเชื่อในเรื่องของเครื่องประดับ แหวนทองคำ ว่าควรที่จะสวมใส่อย่างไรให้นำโชคกับแต่ละวันเกิด หากพร้อมแล้วเราก็มาดูพร้อมๆ กันเลย

การสวมแหวนทองคำนำโชคแต่ละวันเกิด

วันอาทิตย์ – ว่ากันว่าการสวมใส่แหวนทองคำของคนที่เกิดวันอาทิตย์ที่จะนำพาโชคลาภมาให้นั้นควรที่จะสวมใส่ที่ นิ้วนาง หรือนิ้วกลางด้านใดก็ได้ และควรจะเป็นแหวนทองคำเรียบๆ ไม่ต้องมีลวดลายอะไรมากมาย หรืออาจจะเป็นแหวนทองคำที่ประดับด้วยอัญมณีสักเม็ดก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว

วันจันทร์ – คนเกิดวันจันทร์สำหรับการสวมแหวนทองคำเพื่อนำโชคนั้นควรจะสวมใส่แหวนที่นิ้วกลางหรือนิ้วก้อย แหวนทองคำควรเป็นแหวนที่มีขนาดพอดีกับนิ้วมือ ไม่ควรหนาหรือบางจนเกินไป หรืออาจจะเป็นแหวนที่หัวแหวนเล็ก มีลวดลายที่ไม่ซับซ้อนมาก

วันอังคาร – สำหรับผู้ที่เกิดวันอังคารควรสวมใส่แหวนที่นิ้วชี้หรือนิ้วกลางเพื่อนำโชคให้กับตนเอง ส่วนตัวแหวนทองคำควรเน้นไปที่หัวแหวน สามารถสวมใส่แหวนที่มีหัวแหวนดูใหญ่ ดูโดดเด่นได้ เพื่อเรียกโชคเรียกลาภให้กับตัวเอง

วันพุธ – นิ้วกลาง และนิ้วนาง เป็นนิ้วที่เหมาะกับการสวมแหวนทองคำสำหรับคนที่เกิดวันพุธเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยนำโชคลาภมาให้ ยังช่วยหนุนดวงด้านอื่นๆ อีกด้วย สำหรับตัวแหวนก็ควรเป็นแหวนเรียบๆ มีขนาดพอดีกับนิ้วมือ

วันพฤหัสบดี – เชื่อกันว่าคนที่เกิดวันพฤหัสบดีควรที่จะสวมใส่แหวนที่นิ้วชี้หรือนิ้วนาง เพราะ จะช่วยเรียกโชคเรียกลาภยศมาให้ และแหวนทองคำก็ควรสวมแหวนทองคำลวดลายเรียบๆ มีอัญมณีประดับอยู่กับหัวแหวนสักเล็กน้อย เพื่อช่วยเรียกโชคลาภให้เข้ามามากขึ้น

วันศุกร์ – สำหรับผู้ที่เกิดวันศุกร์ถือว่าเป็นผู้ที่โชคดีเพราะสามารถสวมใส่ที่นิ้วไหนก็ได้ถือว่าช่วยหนุนดวงชะตาชีวิตได้ทั้ง ส่วนแหวนทองคำที่เหมาะกันคนเกิดวันศุกร์จะเป็นแหวนทองคำที่มีลวดลายแฟนซี

วันเสาร์ – คนที่เกิดวันเสาร์สามารถสวมใส่แหวนทองคำนำโชคได้หมดทุกนิ้วยกเว้นนิ้วก้อย เพราะถือว่าเป็นนิ้วที่ไม่ถูกกับวันเสาร์ สำหรับแหวนทองคำที่ควรสวมใส่จะเป็นแหวนที่มีหัวแหวนใหญ่ๆ เพื่อเป็นตัวช่วยเรียกทรัพย์ เรียกโชคลาภให้เข้ามาหาตนเองนั่นเอง