How To Survive International Schools In Thailand Job Fairs

Attending an international job fair can be stressful, but job expos are an excellent opportunity to incorporate in your search for an international teaching job in Thailand. They open up opportunities for your job search and are great start in your search for a teaching job abroad.

Here some tips to help you survive an international school job search in Thailand

Check the organizers website.

Before you sign up for a session, it is important to have a look at the organizer’s website before the sign up time for any changes in vacancies.

Where possible, Thailand expo2010 advises that you check out the school’s website to update yourself with the programs that are on offer. Find out exactly where the schools are located, what extra-curricular activities they offer and their accreditations. This will help you know whether you are a perfect match for the job.

Carry several copies of your Curriculum vitae

Your CV is what will get you into your desired international school.  These extra copies will be given to school recruiters at the expo. You will also notice that some schools will also put up vacancies that you hadn’t seen on their websites. Your extra CVs will come in handy as you can apply to those vacancies immediately.

Be ready to stand in long queues.

A school that has a long queue is a great indicator that it is a good school where a lot of teachers want to work. This also means that the competition will be tougher, but it will be worth it if you land the job.

Use the time on queues to collect more information

International school teachers attend this teaching job expos because they are a good source of information. Make use of that time you are in the queue to strike conversations with recruiters. Ask them any questions you may have because they are the best source of knowledge.

Conclusion

The most important thing when teaching in an international school in Thailand, is to get a school where you are comfortable. You also need to pick a school that is in a place that has activities you love to do after work. Thailand has so much to offer in terms of leisure activities.

If you want quality education for your kid, The American School of Bangkok is the best for you.

น้ำซุปสำเร็จรูป อาหารสริมสำหรับลูกน้อย

น้ำสต๊อก หรือ น้ำซุปสำเร็จรูป เป็น น้ำต้มที่ถือเป็นหัวใจหลักสำคัญในการทำอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น แกงจืด ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว หรือแม้แต่ผัดผักต่าง ๆ ทำมาจากการนำกระดูกหมู กระดูกวัว กระดูกไก่ หรือก้างปลา เปลือกกุ้ง กระดองปู นำมาต้มรวมกับผักหลายชนิดจนได้มาเป็นน้ำสต๊อกหรือน้ำซุปสำเร็จรูปนำมาปรุงรสด้วยเกลือทะเลและพริกไทย บางครั้งใส่เครื่องเทศของฝรั่งลงไปนิดหน่อย เพื่อให้น้ำสต๊อกมีรสชาติและกลิ่นที่ต่างออกไป

น้ำสต๊อกที่เอาไว้ปรุงอาหารต่าง ๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ชนิด ได้แก่

1.น้ำสต๊อกสีน้ำตาล เป็นน้ำต้มกระดูกที่มีสีน้ำตาล ได้จากการอบกระดูกก่อนนำมาเคี่ยวและใส่ผัก เช่น หอมหัวใหญ่ แครอท มีเครื่องเทศคือ พริกไทยเม็ด ต้นกระเทียมและเกลือ

2.น้ำสต๊อกสีขาว (คล้ายคลึงกับน้ำซุปราเมนของญี่ปุ่น) เป็นการนำกระดูกหน้าแข้งหมู วัว กระดูกสันหลังหรือกระดูกซี่โครงมาต้ม โดยการทุบกระดูกให้แตกก่อนนำมาต้ม เพื่อให้น้ำที่อยู่ในกระดูกออกมา โดยทุกครั้งต้องต้มรวมกับเครื่องเทศและผัก

3.น้ำสต๊อกปลา เป็นน้ำกระดูกปลา อาจได้จากส่วนครีบหรือหางที่เราตัดออก และกระดูกกลางหลังของปลา ต้มกับหอมหัวใหญ่ ผักชีฝรั่งและพริกไทยเม็ด

4.น้ำสต๊อกไก่ ใช้ซี่โครงไก่ รวมทั้งเครื่องในนำมาต้มโดยใช้ไฟอ่อน ๆ เคี่ยวประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรืออาจใช้ส่วนอื่น ๆ ของไก่ด้วยก็ได้เช่นกัน

5.น้ำสต๊อกผัก เป็นการนำผักหลาย ๆ ชนิดมาต้มรวมกัน โดยส่วนใหญ่มักใช้ หอมหัวใหญ่ แครอท ก้านขึ้นฉ่าย ต้นกระเทียม กะหล่ำปลี ก้านกะหล่ำดอก หัวไชเท้า ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย

น้ำสต๊อกหอมกรุ่น นอกจากจะมีรสชาติที่หอมอร่อยถูกใจลูกน้อยแล้ว ยังพิถีพิถันในเรื่องของคุณภาพสารอาหาร และความสะอาดเป็นพิเศษ คัดสรรเฉพาะผักที่ดีมีประโยชน์ และปลอดภัย ปลอดสารพิษ ไม่มีการใส่ผงชูรส หรือเกลือและใช้เฉพาะวัตถุดิบจากธรรมชาติเท่านั้น รวมถึง หมู ไก่ ที่คัดพิเศษ อุดมไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วน ตามวัยที่เด็กต้องการ ทานง่ายและมีประโยชน์ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ น้ำสต๊อกเด็ก

ทำนมเสริมอกใส่อะไรก็สวยเป๊ะ

หากสาวๆคนไหนมีหน้าอกสวยขนาดได้รูปย่อมทำให้ใส่ชุดอะไรก็ดูสวยไปหมด ฉะนั้นสาวคนไหนที่ไม่มีหน้าอก เดี๋ยวนี้การทำนมเสริมหน้าอกเป็นเรื่องที่สาวๆให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เราไปทำความรู้จักการเสริมหน้าอกกันเถอะค่ะ

ในยุคปัจจุบันผู้หญิงได้ให้ความสำคัญกับรูปร่างมากยิ่งขึ้น การเสริมนมหรือทำนมจึงเป็นการทำศัลยกรรมอันดับต้นๆ ที่ผู้หญิงหลายคนเลือกที่จะเสริมหน้าอกเป็นอันดับต้นๆ เพราะการศัลยกรรมหน้าอกช่วยให้มีรูปร่างที่ได้สัดส่วนมากยิ่งขึ้นเพราะมีส่วนโค้งส่วนเว้าที่ได้สัตส่วนจากการทำหน้าอก และง่ายต่อการแต่งตัว เนื่องจากหน้าอกก็เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่แสดงความเป็นตัวตนของเพศหญิงได้ชัดเจน ในปัจจุบันการแพทย์ด้านศัลยกรรมความงามและการเสริมหน้าอกได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้การศัลยกรรมเสริมอก เสริมนม เป็นที่นิยมไม่น้อยไปกว่าการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าเลยทีเดียว

การเสริมอกหรือการทำนม โดยใช้ถุงเต้านมเทียม (Breast implant) ปัจจุบันมีซิลิโคนให้เลือกมากมายหลายประเภท โดยปัจจุบันนี้ซิลิโคนที่ศัลยแพทย์เชื่อมั่นว่าดีที่สุดสำหรับการเสริมหน้าอกทำนมเป็นซิลิโคนแบบเจลแทนถุงน้ำเกลือเนื่องจากมีความปลอดภัยไม่เสี่ยงรั่วซึมในอนาคต สำหรับในส่วนของการผ่าตัดทำนมนั้นจะเป็นการวางยาสลบด้วยวิสัญญีแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น

ประเภทซิลิโคน

1. ทรงพุ่งคล้ายปีระมิด (High Profile) เหมาะสำหรับคนไข้ที่ไม่มีเนื้อหน้าอก หรือมีเนื้อหน้าอกอยู่บ้าง เสริมด้วยหน้าอกทรงนี้จะช่วยให้ได้หน้าอกทรงสาว ไม่เป็นบล็อก

2. แบนคล้ายจาน (Low Profile/Moderate) ไม่เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีความกว้างของฐานเต้านมเล็ก หรือความกว้างของลำตัวเล็ก เหมาะสำหรับคนไข้ที่ต้องการหน้าอกไม่พุ่ง แต่ต้องการเพิ่มขนาด

3. ทรงพุ่งแหงน (Ultra High Profile) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับหน้าอกหย่อนคล้อย จากขนาดหรือจากการให้นมบุตร เพื่อต้องการยกกระชับทรวงอกให้ดูเป็นหน้าอกสาวและอิ่มเต็มมากขึ้น

หากสาวๆคนไหนอย่างเสริมอกทำนมเพื่อความมั่นใจ ที่ Nida Esth’ ขึ้นชื่อเรื่องการศัลยกรรมหน้าอก เพราะมีศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการเสริมหน้า พร้อมรักษาผ่าตัดเสริมนมที่ห้องผ่าตัดปลอดเชื้ออัฉริยะให้คุณมั่นใจถึงความปลอดภัย

ปูพื้นฐานให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ

โรงเรียนนานาชาติ เป็นตัวเลือกของพ่อแม่หลายๆคนที่อยากจะส่งลูกไปเรียน เพราะอยากให้ลูกสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี เนื่องจากเป็นภาษาสากลสำคัญ แต่สิ่งที่พ่อแม่จำนวนมากมักวิตก คือกลัวลูกปรับตัวไม่ได้ จะใช้ชีวิตในโรงเรียนอย่างไร วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีเตรียมตัวโรงเรียนเรียนนานาชาติมาฝากกันค่ะ

ปูพื้นฐานภาษา
ภาษาเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะการพูดคุยที่จะทำให้ลูกสามารถเข้ากับเพื่อนได้เร็วยิ่งขึ้น พ่อแม่ควรสื่อสารกับลูกเป็นประโยคภาษาอังกฤษบ่อยๆจะทำให้ลูกค่อยๆชินไปเอง นอกจากนี้การสร้างความคุ้นชินทางภาษานั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการพูดคุยเพียงอย่างเดียว แต่สามารถหาสิ่งจูงใจได้ เช่น หนังสือนิทาน , ดนตรี นำมาอ่านหรือเปิดให้ลูกฟัง

เป็นตัวของตัวเอง
การเป็นตัวของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมากในโรงเรียนนานาชาติ เพราะระบบการสอนจะเน้นให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าคิด หรือตัดสินใจด้วยตัวเอง ถ้าพ่อแม่ไม่ได้เตรียมความพร้อมในจุดนี้ เมื่อเด็กเข้าไปเรียนจะเกิดความรู้สึกด้อยค่าและเกิดปัญหาในด้านการเรียน และการเข้ากลุ่มกับเพื่อน ๆตามมา

เข้าใจความแตกต่าง
ทั้งคุณครูและเพื่อนๆ ต่างเชื้อชาติ ต่างวัฒนธรรม อาจทำให้เด็กสงสัย ไม่เข้าใจ บางครั้งอาจปฏิบัติตนไม่เหมาะสมที่เกิดจากความไม่รู้และไม่เข้าใจ เช่น การล้อเลียน สีผิว เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องคอยบอกคอยสอนให้รู้จักให้เกียรติคนอื่น เข้าใจถึงความต่างของแต่ละคน

เตรียมความพร้อมทางสังคม
เมื่อเด็กเติบโตพอที่จะเข้าโรงเรียน สังคมเพื่อนจึงเป็นอีกสังคมหนึ่งที่เด็กหนีไม่พ้น เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องพาลูก ไปเรียนรู้เล่นกับเด็กคนอื่นๆด้วย เช่น เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกันบ้าง ทั้งเพศเดียวกันและต่างเพศ จะทำให้เด็กพัฒนาภาษาที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ อีกทั้งยังมีความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมที่กว้างขึ้น ช่วยให้เด็กเข้ากับเพื่อนที่โรงเรียนได้เป็นอย่างดี

เป็นอย่างไรกันบ้างกับวิธีเตรียมตัวให้กับลูกน้อยก่อนเข้าโรงเรียนนานาชาติ หากคุณสนใจเรียนโรงเรียนนานาชาติกรุงเทพ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องประทับใจและคุ้มค่าเเน่นอน กับโรงเรียนนานาชาติ3ภาษา ไทย-จีนและอังกฤษ ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจาก WASC ซึ่งเป็นสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา เปิดสอนตั้งแต่อายุ 2ปีขึ้นไป – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Thai-Chinese International School

เมื่อโตขึ้นเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมีโอกาสหาย

เมื่อลูกของคุณเป็นโรคสมาธิสั้นใช่ว่าจะไม่มีทางรักษา แต่ขอแค่ให้เข้าใจและใจเย็นกับลูก เพราะในปัจจุบันการแพทย์ล้ำสมัยมากขึ้น รักษาควบคู่กับศาสตร์ทางจิตวิทยาก็จะทำให้เด็กสมาธิสั้นหายจากอาการสมาธิสั้นได้ วันนี้เลยรวบรวมข้อมูลมาให้อ่าน เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ปกครองทุกคนว่าลูกของคุณจะหายจากโรคสมาธิสั้น

เมื่อผ่านช่วงวัยรุ่น ประมาณ 30-50% ของเด็กสมาธิสั้นมีโอกาสหายจากโรคนี้ และสามารถเรียนหนังสือหรือทำงานได้ตามปกติ โดยไม่ต้องรับประทานยา ส่วนใหญ่ของเด็กสมาธิสั้นจะยังคงมีความบกพร่องของสมาธิอยู่ในระดับหนึ่งถึงแม้ว่าเด็กดูเหมือนจะซนน้อยลง และมีความสามารถในการควบคุมตนเองดีขึ้น เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว บางคนหากสามารถปรับตัวและเลือกงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิมากนัก ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จและดำเนินชีวิตได้ตามปกติ บางคนอาจจะยังคงมีอาการของโรคสมาธิสั้นอยู่มาก ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อการศึกษาต่อ การงาน และการเข้าสังคมกับผู้อื่น เด็กสมาธิสั้นที่อาการยังไม่หายเมื่อโตขึ้นจึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาอย่างต่อเนื่อง

ลักษณะที่เป็นโรคสมาธิสั้นและต้องการการรักษา

1. มีประวัติบ่งชี้ถึงโรคสมาธิสั้นตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก
2. ใจร้อน โผงผาง
3. อารมณ์ขึ้นลงเร็ว (โกรธง่ายหายเร็ว)
4. หุนหัน พลันแล่น ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่คิดก่อนทำ
5. ทนกับความเครียดหรือสิ่งที่ทำให้คับข้องใจได้น้อย
6. วอกแวกง่าย ไม่ค่อยมีสมาธิระหว่างการทำงาน
7. รอคอยอะไรนานๆ ไม่ค่อยได้
8. มักจะทำงานหลายๆชิ้นในเวลาเดียวกัน แต่มักจะทำไม่สำเร็จสักชิ้น
9. ไม่รู้จักแบ่งเวลา ขาดความสามารถในการบริหารจัดการเวลาที่ดี
10. ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง
11. นั่งอยู่นิ่งๆไม่ได้นาน ชอบเขย่าขาหรือลุกเดินบ่อยๆ
12. เบื่อง่าย หรือต้องการสิ่งเร้าอยู่เสมอ
13. ไม่มีระเบียบ บ้านรกรุงรัง 
14. เปลี่ยนงานบ่อย เนื่องจากความผิดพลาดในการทำงานที่เกิดจากความสะเพร่า ไม่เอาใจใส่ 
15. มาสาย ผิดนัด หรือลืมทำเรื่องสำคัญๆ อยู่เสมอ
16. มีปัญหากับบุคคลรอบข้าง เช่น สามี ภรรยา ญาติพี่น้อง หัวหน้าหรือผู้ร่วมงานอยู่บ่อยๆ

ถ้าจะให้ดีลองส่งลูกมาเข้าคอร์สฝึกสมาธิสั้นที่สถาบัน BrainFit Studio ดู เพราะมีหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเด็กที่มีอาการสมาธิสั้นโดยเฉพาะ หลังจากเข้าคอร์สแล้วคุณจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีของลูก

โรคสมาธิสั้น ยิ่งรู้เร็วยิ่งดี

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะแยกไม่ออกว่าอาการแบบไหนถึงเรียกว่าสมาธิสั้น เพราะเข้าใจว่าที่ลูกซน อยู่ไม่นิ่ง อาจจะเป็นนิสัยของเด็กทั่วๆไป แต่ถ้าสังเกตได้ว่าอาการของลูกผิดปกติเข้าข่ายเป็นเด็กสมาธิสั้น ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพราะโรคสมาธิสั้น ยิ่งรู้เร็วยิ่งดี

หากพบว่าลูกเป็นเด็กสมาธิสั้นเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะเด็กที่เข้ามารักษาโรคสมาธิสั้นในช่วงวัยรุ่นหรือโตแล้ว ในเรื่องของการรักษาหรือแก้ไขสมาธิสั้นจะทำได้ไม่ดีนัก โดยโรคสมาธิสั้นในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่จะส่งผลถึงพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น ชอบหนีออกจากบ้านตอนดึกๆ ออกไปเที่ยวกับเพื่อนไม่ยอมกลับ หรือในบางคนจะมีเรื่องของการติดยาเสพติด หรือการมีพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ ถ้าซักประวัติย้อนกลับไปในช่วงแรกๆ จะพบว่าคนกลุ่มนี้มีเรื่องของสมาธิสั้นมาก่อน แต่ไม่ได้รับการรักษา คนกลุ่มนี้เลยเบี่ยงเบนออกจากวิถีการเรียนไป เพราะมักไม่ตั้งใจเรียน ห่วงเล่น แล้วยิ่งไปคบกับเพื่อนที่เกเรเหมือนกันอีกด้วย เลยมีพฤติกรรมที่ไม่ดีไปกันใหญ่ ถ้าทราบว่าเป็นโรคสมาธิสั้นตั้งแต่ตอนอายุน้อยๆ ก็จะทำให้รักษาอาการสมาธิสั้นได้ทัน และได้ผลดี

เห็นแล้วใช่ไหมว่า ถ้าพบว่าลูกของคุณเป็นเด็กสมาธิสั้นเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะจะได้รีบพาไปรักษาโรคสมาธิสั้นให้อาการดีขึ้น อาการสมาธิสั้นจะได้ไม่ส่งผลไปถึงอนาคตวันข้างหน้าของลูกเมื่อเติมโต ยิ่งสมัยนี้อาจจะไม่ต้องพึ่งการรักษาโดยตรง เพราะมีคอร์สฝึกสมาธิสั้นที่สถาบัน BrainFit Studio เป็นหลักสูตรออกแบบมาเพื่อเด็กสมาธิสั้นโดยเฉพาะ คุณจะเห็นถึงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงที่ดีของลูกคุณ

หยุดปัญหาผมร่วงหัวล้านด้วยการปลูกผมถาวร

ใครที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน รักษาผมร่วงมาหลายวิธีแล้วก็ยังไม่ได้ผล การปลูกผม ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี สำหรับผู้ที่รักษามาหลายวิธี ผมก็ไม่ขึ้นสักที วันนี้จะไปทำความรู้จักกับการปลูกผมถาวรกันค่ะ

ปลูกผมถาวรเป็นวิธีการรักษาปัญหาผมร่วง ผมบาง หัวล้าน การปลูกผมช่วยได้จริง – แต่ใช่ไม่ได้กับทุกราย ผู้ที่จะสามารถทำการปลูกผมได้ต้องมีผมที่ท้ายทอยหรือเหนือกกหูเป็นเส้นผมขนาดใหญ่และปริมาณความหนาแน่นต้องมากพอสมควร ในคนปกติจะมีรากผมประมาณ 80-100 ราก ต่อหนึ่งตารางเซ็นติเมตร และการปลูกผมสามารถปลูกได้ 30-50 ราก ต่อหนึ่งตารางเซ็นติเมตร การปลูกผมวิธีนี้ใช้เส้นผมจริงของเจ้าตัวเท่านั้นไม่มีการใช้เส้นผมสังเคราะห์ หรือเส้นผมของผู้อื่นเหมือนการปลูกถ่ายอวัยวะชนิดอื่น หลังจากทำการปลูกผมแล้ว เส้นผมสามารถขึ้นได้จริงและยาวได้ปกติอยู่กับตัวของคุณไปตลอดเป็นการปลูกผมถาวรจริงๆ  และคนที่มีผมร่วงบางจากกรรมพันธุ์ รากผมบริเวณท้ายทอยและเหนือกกหูจะไม่ถูกทำลายด้วยอิทธิพลของฮอร์โมน DHT เพราะฉะนั้นเวลาย้ายเซลล์รากผมมาปลูกตำแหน่งที่ผมบางแล้วเส้นผมที่ขึ้นใหม่จะไม่กลับมาร่วงหรือมีเส้นเล็กลงอีก

การปลูกผมถาวรใช้เวลานานแค่ไหนและอันตรายไหม ?

ส่วนใหญ่การทำการปลูกผมจะใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง ในการทำขึ้นอยู่กับว่าปริมาณเซลล์รากผมที่จะย้ายมาปลูกมีมากน้อยแค่ไหน ทั่วไปการย้ายเซลล์รากผม 1000-2000 กร๊าฟท์ จะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง   การผ่าตัดปลูกผมถาวรไม่จัดว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่ เทียบเท่ากับการไปถอนฟัน ไม่มีการดมยาสลบใช้เพียงการฉีดยาชาเฉพาะที่เท่านั้น ระหว่างทำการปลูกผมคุณจะรู้สึกตัวตลอดเวลาแต่ไม่เจ็บเพราะมีฤทธิ์ยาชาอยู่ บางที่อาจจะให้กินยากล่อมประสาทแบบอ่อนๆเพื่อไม่ให้เกิดความกลัวหรือระหว่างการทำจะมีการเปิดเพลงให้ฟังจะได้รู้สึกเคลิ้มและผ่อนคลาย ในต่างประเทศบางแห่งระหว่างการทำมีคนมาบรรเลงเปียโนให้ฟังถึงในห้องผ่าตัดเลยทีเดียว ในส่วนของเรื่องความปลอดภัยนั้นจัดว่าปลอดภัยสูงมาก แต่เรื่องความสวยงามของการทำและอัตราการงอกของเส้นผมที่ทำการปลูกใหม่นั้นขึ้นอยู่กับทีมผู้ช่วยแพทย์และเครื่องมือที่ใช้ในการปลูกผม

ก็คงได้รับความรู้เกี่ยวกับการปลูกผมถาวรไปแล้วว่าเป็นอย่างไร ถ้าหากสนใจปลูกผมถาวรผมรักษาผมร่วง ที่ Nida Esth’ พร้อมดูแลคุณ ด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผมโดยเฉพาะ มีประสบการณ์มากว่า 20 ปี เมื่อคุณปลูกผมไปแล้ว คุณจะมีผมที่หนาดกดำได้ดั่งใจ

ลูกเป็นเด็กสมาธิสั้นจะรักษาอย่างไร?

จากที่อยู่กับลูกเป็นประจำสังเกตได้ว่าลูกมีพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง พูดอะไรก็ไม่ฟัง ไม่มีสมาธิ เลยหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต บวกกับพาลูกไปคุยกับเพื่อนบ้านที่เป็นนักจิตวิทยา ได้คำตอบว่า ลูกเป็นเด็กสมาธิสั้น จากกรณีนี้เราจะมาหาคำตอบกันว่า โรคสมาธิสั้นมีทางแก้ไขหรือไม่ และวิธีรักษาอย่างไร ไปดูกันครับ

ปัจจุบันวิธีรักษาโรคสมาธิสั้น (ADHD – Attention Deficit Hyperactive Disorder) มี 4 วิธี ได้แก่

1. ปรับพฤติกรรมและกระตุ้นพัฒนาการเด็กสมาธิสั้น

ซึ่งจะได้ผลดีมากในเด็กที่ยังเป็นโรคสมาธิสั้นไม่มาก และยอมเต็มใจที่จะเข้ารับการฝึกสมาธิสั้นเพื่อให้อยู่นิ่ง

2. รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง

โดยแพทย์จะเลือกชนิดยาที่เหมาะกับอาการสมาธิสั้นและวัยของเด็กสมาธิสั้น เช่น Methylphenidate ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้หลั่งสารสื่อประสาทเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการรับประทานทานยานั้นให้ผลในการรักษาที่ดีได้ถึง 70 – 80% โดยประมาณ และเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะมีอาการดีขึ้นหลังจากรับประทานยาไปแล้วภายใน 1 – 4 สัปดาห์

3. เรียนแบบตัวต่อตัว

เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กสมาธิสั้นให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่เป็นโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ร่วมด้วยนั้นจะเรียนไม่ทันเพื่อน พ่อแม่ผู้ปกครองควรหาวิธีพัฒนาการเรียนของเด็กอย่างเหมาะสม

4. ปรึกษาแพทย์ต่อเนื่อง

เพื่อทำความเข้าใจและขอคำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงดูเด็กที่มีอาการสมาธิสั้นได้ถูกต้อง การสื่อสารกันระหว่างแพทย์ ครู และผู้ปกครอง เพื่อลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กที่อาจเกิดขึ้นได้

หากเกิดความสงสัยว่าเด็กมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพราะการรักษาโรคนี้ต้องใช้เวลาและอาศัยความร่วมมือทั้งจากตัวเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครอง และคุณครูผู้สอน ซึ่งต้องใช้หลายศาสตร์ร่วมกันเพื่อผลการรักษาที่ดี ที่สำคัญหากเด็กเข้ารับการรักษาจนหายขาดจากโรค นอกจากจะสมาธิดีขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น เด็กยังเกิดความภาคภูมิใจในตนเองและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ในอนาคต หากมีข้อสงสัยสอบถามเข้ามาได้ที่สถาบัน BrainFit Studio

ปัจจัยการเลือกโรงเรียนที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม

เรื่องใหญ่ของเจ้าตัวน้อย ปัญหาหนักใจที่พ่อแม่ทุกคนกังวลเมื่อเข้าสู่วัยเรียน ก้าวแรกในการเลือกโรงเรียนให้ลูก เปรียบเสมือนพื้นฐานการศึกษา พ่อแม่ย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกเสมอ เพราะเป็นการลงทุนทางการศึกษาอย่างหนึ่งเพื่อต่อยอดอนาคตได้ แต่ก่อนจะเลือกโรงเรียนได้สักหนึ่งโรงเรียนมักจะมีปัญหาร้อยแปดพันเก้าเข้ามา โรงเรียนมีมากมายแล้วจะใช้อะไรเป็นตัวตัดสินใจว่าโรงเรียนนั้นดีเหมาะกับลูก วันนี้เราทางเลือกมาให้คุณพ่อแม่ประกอบการตัดสินใจเลือกโรงเรียนกันค่ะ

เลือกโรงเรียนต้องทำอย่างไรบ้าง

1.สำรวจทัศนคติ สิ่งที่ต้องการให้ลูกน้อยเรียนโรงเรียนแบบใด และเหมาะกับลูกหรือไม่

2.หาข้อมูลโรงเรียนหลายๆ ประเภท มาประกอบกันเพื่อใช้พิจารณา เช่น โรงเรียนเอกชน โรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนนานาชาติ เป็นต้น

3.ในครอบครัวมีสมาชิกทั้งหมดกี่คน มีลูกกี่คน ถ้ามีลูกคนเดียวจะได้จัดสรรและทุ่มเทได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆ และการไปรับไปส่ง

4.เยี่ยมชมโรงเรียนที่ถูกใจ ควรหาเวลาว่างไปพร้อมกันทั้งพ่อและแม่

5.เตรียมคำถามให้พร้อม อยากรู้เรื่องใด จดรายละเอียด จะได้ไม่ลืม เมื่อมีโอกาสพบอาจารย์หรือโรงเรียน

6.ระยะทางในการเดินทางไปโรงเรียน ยิ่งถ้าหากอยู่ในกรุงเทพ จะละเลยเรื่องการเดินทางไม่เลย เพราะถ้าออกช้านิดเดียวหรือที่ทำงานอยู่ไกลจากดรงเรียนมาก ก็ต้องทำให้ตื่นเช้ามากยิ่งขึ้น และหนีไม่พ้นรถติด

การวางแผนเลือกโรงเรียนให้ลูกเป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรวางแผนไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เลือกพื้นฐานที่เหมาะสมให้แก่เด็ก เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยและความสุขในการเรียน คุณพ่อคุณแม่ท่านใดที่กำลังมองหา รร นานาชาติ เราขอแนะนำ TCIS โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพสามภาษา ทั้งในด้านไทย จีนและอังกฤษ ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจาก WASC ซึ่งเป็นสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา เปิดสอนตั้งแต่อายุ 2ปีขึ้นไป – ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Thai-Chinese International School

ทริคการเลือกครีมสำหรับคนท้อง

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มีข้อสงสัยที่ว่า คนท้องทาครีมได้หรือไม่ คนท้องต้องเลือกครีมทาหน้าแบบไหน ทาครีมกันแดดได้หรือไม่และสารเคมีใดบ้างที่ต้องหลีกเลี่ยง คำถามมากมายเต็มไปหมด คนท้องก็อยากทาครีมบำรุง มีผิวพรรณที่สวยสดใส แต่การทาครีมหรือเลือกครีมก็มีข้อควรระวังอยู่ แต่จะมีสารอันตรายใดบ้างที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยง วันนี้เราได้รวบรวมมาให้คุณแม่แล้วค่ะ

หลักในการเลือกสกินแคร์ที่เน้นย้ำเลยก็คือส่วนผสมบางชนิดในสกินแคร์ สามารถูกถูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดแม่และส่งไปถึงลูกผ่านรกทำให้เกิดความผิดปกติต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ ดังนั้นทุกอย่างที่เราทาลงบนผิวมีความสำคัญไม่ว่าจะเป็นครีมบำรุงเซรั่มกันแดดโทนเนอร์ต้องเลือกให้ดีว่าไม่มีสารต้องห้าม ซึ่งมีแค่ไม่กี่อย่างเพียงเท่านั้น เช่น

1. ปรอท

2. ไฮโดรควิโนน

3. วิตามินเอและอนุพันธ์

คนท้องทาครีมกันแดดหรือไม่

คำตอบคือได้และจำเป็นต้องใช้ ทั้งครีมกันแดดหน้าและครีมกันแดดตัว เพราะแม่ท้องผิวจะไวต่อแสงแดดเป็นพิเศษ ฝ้า กระ และริ้วรอย จึงเกิดได้ง่ายขึ้น เพราะถูกสร้างเม็ดสีได้มากขึ้น ที่สำคัญ ช่วงเวลาตั้งครรภ์ของคุณแม่นั้นนานถึง 9 เดือน ถ้าคนท้องไม่ใช้ครีมกันแดด ผิวพรรณต้องแย่แน่ ๆ ที่สำคัญ ต้องเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF อย่างต่ำ 30 ขึ้นไป

คนท้องทาครีมหรือไม่

คำตอบคือได้ แต่แม่ท้องต้องเลี่ยงสารเคมีที่เป็นอันตราย หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติไปเลย เพื่อความปลอดภัย ที่สำคัญต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าเชื่อถือ อย่าไปหลงเชื่อโฆษณาครีมทำให้ผิวขาว หรือผลัดเซลล์ผิว เพราะอาจมีสารต้องห้าม เช่น ปรอทและไฮโดรควิโนน โดยที่แม่ท้องไม่รู้ ส่งผลให้เกิดอันตรายกับทารกในครรภ์ได้

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วคงตอบคำถามที่คุณแม่หลายท่านสงสัยได้ที่ว่า คุณแม่สามารถทาครีมได้ตามปกติ แต่ต้องเลี่ยงสารเคมีที่เป็นอันตรายหรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อความปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ อย่าง Zeblanc ครีมสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับผิวคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์ ความปลอดภัยคืออันดับ 1 ไม่มีสารที่ทำให้ระคายเคืองต่อลูกน้อยในครรภ์ สารสกัดที่มาจากธรรมชาติ ได้รับการรับรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยเฉพาะ หรือสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  ครีมคนท้อง Zeblanc